24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2569
>> เปิดศึกแต่เช้า นักศึกษา 2 สถาบัน ปะทะ กลางสกายวอล์ค ย่านปทุมวัน ตร.บุกรวบ, เจ็บ 4 รายกู้ภัยนำส่ง รพ.
07.50 น. ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ สน.ปทุมวัน ได้รับรายงานเหตุกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นนักศึกษา ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันอย่างรุนแรง บริเวณกลางสกายวอล์ค แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ประชาชนในบริเวณใกล้เคียงเกิดความตื่นตระหนก
หลังรับแจ้ง สายตรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ตำรวจนครบาลปทุมวัน ได้รุดเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน พบกลุ่มผู้ก่อเหตุกำลังทำร้ายร่างกายกัน จึงเข้าเข้าระงับเหตุและสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ทั้งหมด 8 ราย พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กู้ชีพและอาสาสมัครมูลนิธิเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
จากตรวจสอบเบื้องต้น พบผู้ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุจำนวน 4 ราย มีบาดแผลจากการถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่กู้ชีพได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลหัวเฉียว ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 8 ราย ไปยังสถานีตำรวจเพื่อทำการสอบสวนอย่างละเอียด และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> หนุ่มขับรถนั่งส่วนบุคคลเสียหลักชนต้นไม้ข้างทาง อาสากู้ภัยเร่งงัดรถนำร่างออกจากยานพาหนะ ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา จ.น่าน
08.58 น. ศูนย์กู้ชีพกู้ภัยสว่างนครน่านรวมใจ ได้รับแจ้ง มีอุบัติเหตุรถส่วนบุคคลชนกับต้นไม้ข้างทาง และมีผู้ติดค้างภายในยานพาหนะ บริเวณบ้านดอนคีรี ต.นาซาว อ.เรือง จ.น่าน
ที่เกิดเหตุ พบรถนั่งส่วนบุคคล มิตซูบิชิ สีขาว ลักษณะชนเข้ากับต้นไม้ข้างทาง ตรวจสอบ พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย สภาพร่างติดค้างภายในรถ อาการหมดสติ เรียกไม่รู้สึกตัว ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการใช้เครื่องมืองัดรถ และนำร่างออกมา และพบว่าได้เสียชีวิตแล้ว เป็นผู้ชาย อายุประมาณ 30 - 40 ปี
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เรือง และแพทย์เวรร่วมตรวจสอบ ก่อนมอบร่างให้อาสากู้ภัยฯ นำร่างส่งนิติเวช รพ.น่าน
>> นายกฯ หารือ ILO เตรียมแรงงานไทยรับโลกงานยุคใหม่ เดินหน้ายกระดับทักษะ–ขยายความคุ้มครอง สร้างโอกาสแรงงานไทยแข่งขันได้ในตลาดแรงงานโลก
09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือนายกิลเบิร์ท เอฟ. โฮงโบ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านแรงงาน โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะและการเตรียมความพร้อมของกำลังแรงงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวและเข้าถึงโอกาสจากโลกการทำงานยุคใหม่ได้อย่างทั่วถึง
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมเดินหน้ายกระดับศักยภาพแรงงานไทย ผ่านแนวทาง Upskill และ Reskill เพื่อให้แรงงานมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไทยให้สามารถแข่งขันและทำงานได้ในตลาดแรงงานระดับโลก
>> ในหลวง พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต
09.44 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอัคคีภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว โรงเรียนวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม
โอกาสนี้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) และคณะผู้บริหาร กปน. ได้ร่วมลงพื้นที่ชุมชนซอยวัดประชาระบือธรรม เพื่อร่วมตรวจสอบความเสียหายและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดย กปน. ได้สนับสนุนน้ำดื่มบรรจุถ้วย พร้อมนำรถบริการน้ำดื่มเย็นมาให้บริการแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ศูนย์พักพิง เพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
>> "สนธิญา" ร้องกองปราบสอบเอกสารคดีฮั้ว สว. หลุดถึงภายนอก จี้เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ
10.30 น. นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษาประธาน กมธ.กฎหมายฯ และผู้สมัคร สว.เขตปทุมวัน เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ขอให้ตรวจสอบกรณีเอกสารราชการเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตเลือก สว. รั่วไหลไปถึงบุคคลภายนอก โดยขอให้พิจารณาดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 164 พร้อมระบุว่าการรั่วไหลของเอกสารอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมและความน่าเชื่อถือของระบบการเลือกตั้ง สว.
นายสนธิญา ระบุว่า การร้องเรียนครั้งนี้สืบเนื่องจากกรณี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw เปิดเผยว่าได้รับเอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อกล่าวหาทุจริตและฮั้วเลือกตั้ง สว. จากเจ้าหน้าที่รัฐ รวมกว่า 90,000 หน้า ก่อนนำข้อมูลบางส่วนเผยแพร่ต่อสาธารณะ จึงขอให้กองปราบตรวจสอบหน่วยงานต้นทาง โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรม ดีเอสไอ และ กกต. ว่ามีเจ้าหน้าที่รายใดนำเอกสารราชการออกไปมอบให้บุคคลภายนอก ขณะที่ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ดีเอสไอได้แจ้งความกองปราบฯ ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่นำสำนวนคดี “ฮั้ว สว.” ออกไปเผยแพร่ โดยระบุว่าอาจกระทบต่อการดำเนินคดีและเป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้เฉพาะในชั้นศาล
>> นายกฯ เผย สมช.มีมติแต่งตั้ง "พล.อ.ชัยพฤกษ์" นั่งเลขาฯ สมช.คนใหม่ ชี้ วางคนเหมาะสมกับงาน
11.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เกี่ยวกับกรณีการแต่งตั้ง พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ โดยยอมรับว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว พร้อมยืนยันว่า การดึงทหารเข้ามาเป็นเลขาธิการ สมช. เพื่อช่วยงานเรื่องความมั่นคงในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความเหมาะสมกับงาน เพราะเรื่องนี้เป็นหลักการที่สำคัญที่สุดอยู่แล้ว
ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการนำเสนอยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการสถานการณ์ในช่วงนี้ หลังจากที่เราได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของการบริหารจัดการสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงเรื่องความมั่นคง ฉะนั้นทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น
>> ตร.พบเสื้อและวิกผมถูกทิ้งและเผา เหตุคนร้ายชิงทอง ในห้างดังเมืองอรัญฯ
11.32 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากเหตุการณ์คนร้าย เป็นชาย ก่อเหตุปาระเบิดควันแล้วชิงทอง ภายในห้างดัง พื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว วานนี้ ( 27 ส.ค.69 ) โดยคนร้ายที่ชิงทองสวมวิกผมสีดำ เสื้อแขนยาวลายสก๊อต กางเกงขายาวสีเข้ม หลังก่อเหตุขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี
ล่าสุดตำรวจพบวิกผมและเสื้อ ถูกนำไปทิ้งและเผา รอยืนยันว่าใช่ของคนร้ายหรือไม่ โดยทองที่คนร้ายชิงทอง เป็นจำนวน 72 บาท (มูลค่าเบื้องต้น 5 ล้านบาท)
ทางด้าน พันตำรวจเอก วีพงษ์ กงแก้ว ผู้กำกับการ สภ.อรัญประเทศ เปิดเผยว่า คนร้ายใช้เส้นทางซอยลัดไปมา มีทางแยกหลายทาง จึงตั้งข้อสังเกตว่าคุ้นเคยพื้นที่ดี เจ้าหน้าที่พ เสื้อลายสก็อต หมวก และวิกผม ในบริเวณพื้นที่กองขยะ ลักษณะใกล้เคียงกับภาพของคนร้าย ถูกนำไปเผา กองรวมอยู่กับเศษขยะอื่นๆที่ชาวบ้านนำมาทิ้ง อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ยืนยันว่าเป็นของคนร้าย ต้องรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐาน
>> รัฐบาลสั่งรับมือน้ำเหนือ ปรับระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ให้สอดคล้องสถานการณ์ พร้อมเตือนอำเภอริมน้ำอยุธยา
12.31 น. ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายพื้นที่ตอนบนของประเทศ ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการทำงานเชิงรุก เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำและเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิดและเร่งด่วนที่สุด
จากการติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน คาดการณ์ว่าในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1,000–1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นเป็น 1,100–1,200 ลบ.ม./วินาที
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลโดยกรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อน โดยเร่งผันน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเพื่อตัดยอดน้ำ พร้อมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในอัตรา 700–1,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือ ซึ่งการปรับระบายน้ำดังกล่าว จะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.60–1.50 เมตร
อย่างไรก็ตาม จะมีพื้นที่เสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำเหนือ ซึ่งต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำใน 6 อำเภอ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อำเภอเสนา , อำเภอผักไห่ , อำเภอบางบาล , อำเภอพระนครศรีอยุธยา , อำเภอบางปะอิน และ อำเภอบางไทร
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ย้ำว่า ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา และพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพื้นที่ใกล้เคียง ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลจะบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกสะสม เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน
>> จับเครือข่ายลำเลียงยาเสพติด ดัดแปลงรถกระบะทำช่องลับ ซุกซ่อนยาบ้าเกือบล้านเม็ด
15.13 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกันจับกุม นายรอ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี
ฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้ผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” พร้อมด้วยของกลาง 6 รายการ เป็นยาบ้า รวมกว่า950,000 เม็ด รถกระบะ 1 คัน ,โทรศัพท์มือถือ2เครื่อง และเงินสดจำนวนหนึ่ง โดยสามารถจับกุมได้บริเวณสี่แยกคลองโพธิ์ ถนนหมายเลข 101 อ.เมือง จ.สุโขทัย
พฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งข้อมูลจากสายลับว่า จะมีเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดใช้รถกระบะ ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ภาคเหนือ โดยใช้เส้นทางผ่าน อ.เถิน จ.ลำปาง เข้าสู่พื้นที่ อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย ก่อนนำไปส่งให้เครือข่ายในพื้นที่ตอนในของประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตุการณ์จนระทั่งจับกุมตัวได้
โดยนายรุ่ง ให้การรับว่า ภายในรถมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ แต่ไม่ทราบว่าอยู่บริเวณใด เจ้าหน้าที่จึงขอทำการตรวจค้น จึงพบยาเสพติดดังกล่าว ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ตรวจยึดรถกระบะไว้เป็นของกลางและตรวจสอบ จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดมายังหน่วยปราบปรามยาเสพติดพิษณุโลก (กก.3 บก.ปส.3) เพื่อขยายผลการจับกุม พร้อมส่งของกลางให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุโขทัย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> ก.พาณิชย์ เร่งปิดดีลขายข้าวให้รัฐบาลจีนเพิ่มอีก 6 หมื่นตัน พร้อมลุยแก้ไขสัญญารองรับคำสั่งซื้อรวม 5 แสนตัน
15.43 น. กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เร่งผลักดันการเจรจาขายข้าวให้กับรัฐบาลจีนอีก 60,000 ตัน ภายหลังจากส่งมอบแล้ว 40,000 ตัน พร้อมเดินหน้าแก้ไขสัญญาหลัง ครม. ไฟเขียวขยายปริมาณซื้อขายข้าวเพิ่มเติม 220,000 ตัน จากปริมาณคงค้างส่งมอบตามสัญญาเดิม 280,000 ตัน เพื่อรองรับคำสั่งซื้อข้าวจากรัฐบาลจีนรวม 500,000 ตัน
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า “การเจรจาซื้อขายข้าวกับ COFCO Corporation รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ปริมาณ 500,000 ตัน ภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยภายหลังจากที่กรมการค้าต่างประเทศได้ส่งมอบข้าวปริมาณ 40,000 ตัน จากปริมาณคงค้างส่งมอบตามสัญญาเดิม 280,000 ตัน ให้ COFCO ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และได้รับชำระเงินค่าข้าวเรียบร้อยแล้ว COFCO ได้แจ้งความประสงค์ซื้อข้าวอีก 60,000 ตัน กรมการค้าต่างประเทศจึงได้เสนอราคาขายในระดับที่แข่งขันได้ พร้อมทั้งเร่งผลักดันการเจรจาการซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนในทุกระดับ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงราคาร่วมกันได้โดยเร็ว
“การเร่งเจรจาซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนในช่วงนี้ถือเป็นจังหวะสำคัญ เนื่องจากจีนมีความต้องการซื้อข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ ขณะที่ผลผลิตข้าวนาปีของไทยจะทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วงปลายปี หากสามารถบรรลุข้อตกลงราคาและส่งมอบข้าวปริมาณ 60,000 ตันได้สำเร็จ จะช่วยให้มีตลาดมารองรับผลผลิต ดูดซับอุปทานข้าวส่วนเกินในประเทศ และยกระดับราคาข้าวเปลือกให้แก่เกษตรกร รวมทั้งเพิ่มแรงส่งให้ปริมาณการส่งออกข้าวไทยในช่วงโค้งสุดท้ายของปีบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 7 ล้านตัน”
นางอารดาฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ขยายปริมาณซื้อขายข้าวกับรัฐบาลจีนเพิ่มเติมอีก 220,000 ตัน โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเร่งดำเนินการแก้ไขสัญญาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อรองรับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งเดินหน้าเจรจาให้รัฐบาลจีนนำเข้าข้าวไทยครบตามเป้าหมายรวม 500,000 ตัน โดยเร็ว”
>> ทลายร้านค้าออนไลน์ ขายชุดแต่งรถปลอมแบรนด์ดัง มูลค่าความเสียหายกว่า 1.2 ล้านบาท
16.00 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และตัวแทนผู้ปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์สินค้า ร่วมกันตรวจค้นสถานที่ ที่เกี่ยวข้อง 2 จุด คือบ้านพักแห่งหนึ่ง ซอยอินทราปัจ 9 และ 11 เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ร่วมกันจับกุม นายชอ (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี แจ้งข้อหา จำหน่าย เสนอจำหน่าย มีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร พร้อมตรวจยึดของกลาง กระจังหน้ารถยนต์ปลอมเครื่องหมายการค้า , กระจังหน้ารถยนต์, ที่ครอบประตู,ฝาครอบกระบะท้ายรถยนต์ รวมจำนวน 397 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 1,269,000 บาท
หลังจากที่ บก.ปอศ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากตัวแทนผู้ปกป้องสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์สินค้า ว่ามีร้านค้าออนไลน์จำหน่าย อะไหล่รถยนต์ ปลอมเครื่องหมายการค้า ตำรวจ บก.ปอศ. สืบสวนหาเบาะแส จนพบสถานที่จำหน่าย กักเก็บซุกซ่อนสินค้า และได้นำหมายค้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเข้าตรวจค้นพบของกลาง รวมจำนวน 397 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 1,269,000 บาท
จากการตรวจสอบเป็นสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้าจริง จึงได้ร่วมกันตรวจยึดสินค้าดังกล่าว พร้อมกับจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าดังกล่าว นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอศ.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
>> รถจักรยานยนต์ล้ม ร่างหญิงผู้ขับขี่ ถูกล้อทับ เสียชีวิตร่างอยู่ใต้ท้องรถโม่ปูน จ.อุดรธานี
16.23 น. รับแจ้งจาก หน่วยปฏิบัติการแพทย์ อบต.สามพร้าว เกิดอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถโม่ปูน และมีผู้เสียชีวิต บริเวณถนนหมายเลข 2410 ก่อนถึงแยกสามพร้าว ประมาณ 100 เมตร ในพื้นที่ ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีน้ำเงิน - ดำ ป้ายทะเบียน อุดรธานี ล้มคว่ำ และพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 รายเป็นผู้หญิง อายุประมาณ 50 ปี สภาพร่างถูกล้อรถทับ นอนอยู่ใต้ท้อง รถโม่ปูน อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน อุดรธานี ในส่วนสาเหตุของอุบัติเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี
>> ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนระวังน้ำท่วมฉับพลัน ในพื้นที่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด
16.45 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ส่ง Cell Broadcast แจ้งเตือนมีฝนตกหนักในพื้นที่ อ.บ่อไร่ จ.ตราด และยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขัง น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่ริมคลอง/ลำน้ำ ที่ลุ่มต่ำและที่ลาดเชิงเขา ให้ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญ ระวังไฟฟ้าดูด ดูแลกลุ่มเปราะบาง และขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ มีรายงานว่า อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว ประกาศปิดน้ำตกคลองแก้วเป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์น้ำจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติและจะแจ้งให้ทราบทางต่อไป
>> ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เตรียมมาตรการเข้ม รับทหารสหรัฐฯ 5,000 นาย เน้นใช้โดรน-กล้องอัจฉริยะ ดูแลวอล์กกิ้งสตรีท
17.05 น. พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เปิดเผยว่า ตำรวจท่องเที่ยวพัทยาเตรียมมาตรการดูแลความปลอดภัย รองรับกำลังพลกองทัพเรือสหรัฐฯ กว่า 5,000 นาย ที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่
ทั้งนี้ ได้รับแจ้งว่าเรือรบสหรัฐฯ จำนวน 2 ลำ จะเข้าเทียบท่าบริเวณแหลมฉบังและศรีราชา ระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน 2569 โดยมีกำลังพลส่วนหนึ่งจะเข้ามาพักผ่อนในเมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี สถานีตำรวจท่องเที่ยวพัทยาได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวให้เตรียมความพร้อม โดยจะเพิ่มการตรวจตราของสายตรวจและชุดสืบสวน ประสานข้อมูลกับสถานทูตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถด้านภาษาไว้คอยอำนวยความสะดวก
นอกจากนี้ จะนำรถโมบาย กล้องอัจฉริยะ และโดรน มาใช้เฝ้าระวังพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะถนนคนเดินวอล์กกิ้งสตรีทและชายหาดพัทยา ซึ่งเป็นจุดที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
ทั้งนี้ ตำรวจท่องเที่ยวพัทยา จะบูรณาการกำลังร่วมกับ สภ.เมืองพัทยา ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่กำลังพลสหรัฐฯ และนักท่องเที่ยวทั่วไป
>> เหตุก่อกวนเผายางในพื้นที่ ต.เมาะมาวี อ.ยะรัง และลอบวางเพลิง อบต.สาคอบน อ.มายอ จ.ปัตตานี
19.30 น. กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้รับรายงานเหตุเผายางในพื้นที่ หมู่ 3 ตำบลเมาะมาวี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี จำนวน 2 จุด ได้แก่ บริเวณถนนสาย 410 และบริเวณสะพานลาแป โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าควบคุมพื้นที่ ตรวจสอบความเสียหาย และดูแลความปลอดภัยของประชาชนในบริเวณดังกล่าว
ต่อมา ได้รับรายงานเหตุ คนร้ายไม่ทราบจำนวนแต่งกายชุดดำ เดินเข้ามาทางด้านหลังองค์การบริหารส่วนตำบลสาคอบน และลอบวางเพลิงภายในบริเวณที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลสาคอบน หมู่ 1 บ้านบาตะกูโบ ตำบลสาคอบน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ส่งผลให้อาคารสำนักงาน จำนวน 1 หลัง ได้รับความเสียหาย และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ปัจจุบันควบคุมเพลิงไว้ได้เรียบร้อยแล้ว
ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน และประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยรายละเอียดเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยืนยัน
>> เพลิงไหม้ตึกคลองถมเซ็นเตอร์ เจ้าหน้าที่เร่งเข้าระงับเหตุ
20.42 น. ศูนย์วิทยุพระราม 199 ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ จุดเกิดเหตุอยู่ภายในอาคารคลองถมเซ็นเตอร์ ถนนวรจักร แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กทม. จึงประสานอาสาสมัครและหน่วยกู้ภัยที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าตรวจสอบ
ต่อมาเวลา 20.45 น. เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยสวนมะลิ เดินทางถึงจุดเกิดเหตุ พบแสงเพลิงและกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากบริเวณชั้น 1 ของอาคาร ซึ่งมีลักษณะเป็นร้านค้าจำหน่ายสินค้า โดยเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่นำหัวฉีดเร่งระดมใช้น้ำฉีดสกัดกั้นเพลิงทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามขยายวงกว้างไปยังร้านค้าข้างเคียง และพื้นที่ส่วนอื่นของอาคาร
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัย ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจุดเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง เพื่อระงับเหตุและทำการดับเพลิงให้สนิท ส่วนสาเหตุของเพลิงไหม้
>> เพลิงไหม้รถจักรยานไฟฟ้า, รถเก๋งวอดทั้ง 2 คัน และลุกลามตัวบ้านเรือนเสียหาย ย่านนวมินทร์ซอย 42
21.16 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยนวมินทร์ 42 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านคอนกรีต 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่โรงจอดรถหน้าบ้าน เพลิงลุกไหม้รถจักรยานไฟฟ้า , รถยนต์นั่งส่นบุคคล สีขาว หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร เสียหายหมดทั้งคัน และลุกลามห้องนั่งเล่นชั้นล่าง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 30 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่รถจักรยานไฟฟ้า ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชัน
>> ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ลงพื้นที่ติดตามเหตุเพลิงไหม้ “คลองถมเซ็นเตอร์” เบื้องต้นไร้ผู้ติดค้าง หวั่นโครงสร้างเสี่ยงยุบตัว
22.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ว่า อาคารดังกล่าวมีโครงสร้างเหล็ก ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการยุบตัวหรือสูญเสียกำลังเมื่อได้รับความร้อนสูง โดยขณะนี้หลังคาและโครงสร้างบางส่วนเริ่มทรุดตัวลง เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ติดค้างภายในอาคาร ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ระดมรถดับเพลิงจากหลายสถานีเข้าพื้นที่ เพื่อควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามไปยังอาคารและพื้นที่ข้างเคียง
สันนิษฐานเบื้องต้นว่า ต้นเพลิงน่าจะเริ่มจากบริเวณชั้น 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าและมีสินค้าเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้มีเชื้อเพลิงจำนวนมากและส่งผลให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง โดยให้ความปลอดภัยเป็นหลัก จึงยังไม่สามารถเข้าภายในอาคารได้ เนื่องจากต้องประเมินความเสี่ยงด้านโครงสร้างก่อน ขณะนี้จึงเน้นฉีดน้ำสกัดเพลิงจากภายนอก เพื่อควบคุมไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังตึกแถวข้างเคียง อย่างไรก็ตาม การฉีดน้ำทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากมีผนังฟาซาดกั้นอยู่ ทำให้น้ำเข้าถึงด้านในอาคารได้ยาก
นอกจากนี้ ได้รับรายงานว่าภายในอาคารมีการติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ แต่คาดว่าอาจไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยแรก เคยลงพื้นที่ตรวจสอบประปาหัวแดงบริเวณดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่ามีน้ำเพียงพอสำหรับการใช้งาน เนื่องจากพื้นที่นี้มีความเสี่ยงด้านอัคคีภัย โดยปัจจุบันยังมีประปาหัวแดงอยู่หลายจุด สามารถนำมาใช้สนับสนุนการดับเพลิงได้
>> มท.2 - มท.4 นำทีม สนธิกำลัง ตำรวจห้วยขวาง เปิดปฏิบัติการ "สิงห์ปราบ มังกรทมิฬ" ทลายผับทุนจีนเทาย่านห้วยขวาง พบเคยจับแล้วไม่เข็ด
01.30 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง (DOPA S.W.A.T.) สนธิกำลังร่วมกับ พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ทองมี ผกก.สน.ห้วยขวาง ,พ.ต.ท.เอกราช มาละวรรณโณ รอง ผกก.ป.สน.ห้วยขวาง และ พ.ต.ท.ธเนศ ศรีจำปา รอง ผกก.สส.สน.ห้วยขวาง เปิดปฏิบัติการ “สิงห์ปราบ มังกรทมิฬ”
เข้าบุกตรวจค้นสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ย่านเหม่งจ๋าย ถนนประชาอุทิศ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร หลังได้รับการร้องเรียนว่าลักลอบเปิดให้บริการโดยไม่ได้รับอนุญาต
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพบว่าผับดังกล่าวยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยมีนักท่องเที่ยวกำลังดื่มสุราและสูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ภายในร้านเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้ปิดเพลงและเปิดไฟเพื่อทำการคัดแยกและตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด จากการตรวจสอบพบนักท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 132 คน แบ่งเป็นชาวไทย 65 คน และสัญชาติจีน 67 คน โดยในจำนวนนี้พบผู้มีสารเสพติดในร่างกาย 3 ราย ได้แก่ ชายไทย 1 ราย, หญิงชาวฮ่องกง 1 ราย และชายชาวฮ่องกง 1 ราย
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนพนักงานในร้านรวม 67 คน (ชาวไทย 62 คน และชาวต่างชาติ 5 คน) ผลการตรวจไม่พบสารเสพติด นอกจากนี้ จากการตรวจค้นพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ยังพบเคตามีนบรรจุถุงพลาสติกใสพร้อมหลอดเสพ ซุกซ่อนอยู่ในห้องน้ำหญิงชั้นล่าง 1 ถุง และวางอยู่บนโต๊ะนักท่องเที่ยวอีก 1 ถุง จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน
ด้าน รมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 ปีพอดี หลังจากเคยเข้าจับกุมไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งในครั้งนั้นตรวจพบยาเสพติดประเภท “HAPPY WATER” ซุกซ่อนอยู่หลังโซฟาในห้อง VIP แต่กลับพบว่ายังคงแอบเปิดให้บริการซ้ำอีก
จากการขยายผลเบื้องต้น พบว่าเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงเป็นกลุ่มทุนจีน โดยใช้ชายคนไทยชื่อ “ชาติ” เป็นนอมินีออกหน้าแทน และจากการสอบสวนยังมีการให้การซัดทอดไปถึงนายตำรวจ ยศนายดาบตำรวจ ว่าถือหุ้นลมและทำหน้าที่คอยดูแลเคลียร์กับเจ้าหน้าที่ สำหรับสถานบริการแห่งนี้เปิดโดยไม่มีใบอนุญาตและจำหน่ายสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต เบื้องต้นจะเสนอเรื่องให้สั่งปิดสถานบริการเป็นเวลา 5 ปี
29 สิงหาคม 2569
29 สิงหาคม 2569