วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 01:03
นายกฯ ชูวิสัยทัศน์ “ยกกำลังประเทศไทย” ฝ่าความผันผวนของโลก ลงทุนในคน – นวัตกรรม – รัฐทันสมัย สร้างประเทศที่เติบโตได้อย่างมั่นคง
(31 กรกฎาคม 2569) เวลา 18.30 น. ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเสวนาระดับชาติ ภายใต้หัวข้อ “The INTANIA Forum: SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่”
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญจากคำกล่าวปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ปรับหัวข้อการเสวนาจาก “SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER” เป็น “SURVIVING UNDER THE NEW WORLD DISORDER” หรือ “ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกไร้ระเบียบ” เพื่อสะท้อนว่าระเบียบโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ความผันผวน และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงไม่มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกสถานการณ์ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความพร้อมและความยืดหยุ่น เพื่อรับมือทั้งความเสี่ยงและโอกาสใหม่ในอนาคต
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระเบียบโลกเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยโลกาภิวัตน์ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน กำลังถูกท้าทายจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร แนวทางสำคัญของประเทศไทยจึงต้องเริ่มจากการสร้างความเข้มแข็งภายใน หรือ การพึ่งพาตนเอง (Self-Reliance) บนหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงกับโลกได้อย่างมีภูมิคุ้มกันและยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในโลกยุคไร้พรมแดน การแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำประเทศต่าง ๆ มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีโอกาสรับฟังวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งได้เสนอแนวคิด “4P” เป็นกรอบสำคัญสำหรับการใช้และพัฒนา AI อย่างสมดุล ประกอบด้วย P1: Prevention การป้องกันและรับมือความเสี่ยงจาก AI เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือสร้างผลกระทบต่อประชาชน P2: Prosperity การใช้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความมั่งคั่ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ P3: Potential การนำ AI มาเสริมศักยภาพของภาครัฐ ภาคธุรกิจ และกำลังคน เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่การเติบโตและนวัตกรรมในอนาคต และ P4: Protection การวางระบบคุ้มครองประชาชนให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างปลอดภัย มีธรรมาภิบาล และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม
นายกรัฐมนตรีเปรียบการบริหารประเทศท่ามกลางโลกที่ผันผวนว่า ต้องมีทั้งหลักคิดที่เป็นระบบและความยืดหยุ่น โดยเปรียบการทำงานของรัฐบาลกับหลักการ Critical Path Method (CPM) ที่ต้องค้นหา Critical Path หรือเส้นทางสำคัญของประเทศ จัดลำดับความสำคัญ รู้จังหวะเร่งหรือชะลอ ปรับตัวยืดหยุ่นตามสถานการณ์ (Improvisation) พร้อมรักษาแรงส่งเพื่อพาประเทศไทยไปสู่ Steady State หรือภาวะที่มีความมั่นคงและยั่งยืน
สำหรับภาพประเทศไทยในอนาคต นายกรัฐมนตรีต้องการเห็นการพัฒนาที่กระจายสู่ทุกภูมิภาค มีมหานครและศูนย์กลางเศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งแห่ง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ให้มีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล เชื่อมโยงทั้งแนวเหนือ–ใต้ และตะวันตก–ตะวันออก ใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศทางผ่านสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยมีปัจจัยสำคัญ 3 ด้านที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ได้แก่
1) คน โลกยุคใหม่แข่งขันกันด้วยคุณภาพของคน ประเทศที่มีคนเก่ง เรียนรู้เร็ว และปรับตัวได้ จะมีความได้เปรียบ จึงต้องลงทุนกับการพัฒนาคน และสร้างโอกาสให้ทุกคนเรียนรู้ตลอดชีวิต
2) การวิจัยและนวัตกรรม ความสามารถในการต่อยอดงานวิจัยสู่สินค้า เปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งสร้างผู้ประกอบการ และผลักดันนวัตกรรมให้เป็นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3) ระบบของรัฐหรือระบบราชการ ซึ่งรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบราชการให้เอื้อต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ ให้บริการภาครัฐมีความรวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้ พร้อมพัฒนาทักษะข้าราชการและส่งเสริมการทำงานแบบ Work Smart
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การยกระดับประเทศไทยสู่ “Exponential Thailand” หรือประเทศไทยที่เติบโตแบบทวีคูณ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมเป็น “ตัวคูณ” ในการสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนประเทศให้สามารถรับมือระเบียบโลกใหม่ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืน



