หน้าแรก > อาชญากรรม

ปคม.ทลายเครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติ บังคับสแกนหน้า-เปิดบัญชีม้า

วันที่ 7 มีนาคม. 2569 เวลา 23:42 น.


ปคม.ทลายเครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติ บังคับสแกนหน้า-เปิดบัญชีม้า

กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) โดย พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคม. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม. ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา จำนวน 4 ราย ดังนี้
1. นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
2. น.ส.บี อายุ (นามสมมุติ) 21 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
3. น.ส.ซี (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
4. นายดี (นามสมมุติ) อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญา ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันค้ามนุษย์ โดยเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจาก หรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งบุคคลใด โดยหลอกลวง หากการกระทำนั้นมีความมุ่งหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการตามมาตรา 6/1 หรือการอื่นใดที่คล้ายคลึงกันอันเป็นการขูดรีดบุคคล ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, ร่วมกันค้ามนุษย์ตั้งแต่สามคนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรม ตามลักษณะการกระทำดังกล่าว, ร่วมกันใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดครรลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด พาหรือส่งบุคคลออกไปนอกราชอาณาจักร”
 
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มีกลุ่มผู้เสียหายจำนวน 9 ราย ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน บก.ปคม. โดยให้การสอดคล้องกันว่า พวกตนได้พบประกาศรับสมัครงานผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งระบุตำแหน่งงาน “แอดมินตอบแชทลูกค้า” สามารถทำงานที่บ้านได้ (Work from home) และเสนอค่าตอบแทนสูง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและสมัครเข้าทำงาน

จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม. พบว่าพฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ใช้วุฒิการศึกษาเพียงชั้น ม.6 แต่เสนอรายได้จูงใจถึง 18,000–25,000 บาทต่อเดือน เมื่อผู้เสียหายติดต่อผ่านเพจเฟซบุ๊กจะถูกแนะนำให้แอดไลน์เพื่อพูดคุยกับแอดมิน ซึ่งจะออกอุบายว่าก่อนเริ่มงานจริง ผู้สมัครจะต้องเข้ารับการฝึกงานที่ จ.สระแก้ว หรือ จ.จันทบุรี แล้วแต่กรณี เพื่อสร้างความเชื่อใจ กลุ่มคนร้ายจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักทั้งหมด เมื่อผู้เสียหายเดินทางไปถึงจุดนัดหมาย จะมีกลุ่มบุคคลทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีธนาคาร ปรับวงเงินการทำธุรกรรม และเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ให้กับผู้เสียหายเพิ่มเติม โดยอ้างว่าเป็นบัญชีสำหรับรับเงินเดือน

ต่อมาผู้เสียหายจะถูกส่งตัวไปพักยังที่พักใกล้ชายแดนในพื้นที่ จ.จันทบุรี หรือ จ.สระแก้ว เพื่อพักคอยก่อน จากนั้นจะมีรถมารับตัวไปส่งยังจุดข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยอ้างว่าต้องเดินทางไปยังออฟฟิศทำงาน ในระหว่างการเดินทางข้ามชายแดนจะมีผู้ควบคุมขบวนคอยประกบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมทั้งพกพาอาวุธ ทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัวและไม่สามารถขัดขืนหรือหลบหนีได้ เมื่อข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชาแล้วก็จะมีรถมารับต่อไปยัง “ออฟฟิศกลาง” ในพื้นที่จังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งเมื่อถึงที่หมาย กลุ่มคนร้ายจะดำเนินการตรวจสอบบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย ยึดโทรศัพท์มือถือ พร้อมทั้งสอบถามรหัสผ่านโทรศัพท์และรหัสการทำธุรกรรมธนาคาร โดยจะเขียนจดบันทึกติดไว้กับตัวเครื่องโทรศัพท์นั้น

หลังจากนั้น ผู้เสียหายจะถูกส่งต่อไปยังออฟฟิศแก๊งสแกมเมอร์ต่างๆ และถูกขังเอาไว้เพื่อใช้บัญชีธนาคารส่วนตัวเป็น “บัญชีม้า” โดยต้องทำหน้าที่สแกนหน้าสำหรับรับและโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชนทางออนไลน์ เมื่อบัญชีธนาคารดังกล่าวถูกอายัด หรือที่กลุ่มสแกมเมอร์เรียกว่า “บัญชีตาย” ผู้เสียหายจึงจะถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทย โดยกลุ่มคนร้ายจะปล่อยให้ผู้เสียหายเดินข้ามช่องทางธรรมชาติกลับเข้ามาเองตามยถากรรมโดยไม่ได้รับเงินค่าจ้างหรือผลประโยชน์ใดๆ จากการสืบสวนขยายผลและซักถามผู้ต้องหา พบการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ผู้ต้องหาที่ 1-3 มีหน้าที่พาผู้เสียหายไปเปิดบัญชี ตรวจสอบบัญชี และปรับวงเงินการทำธุรกรรมรวมถึงเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ให้ เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น จะส่งผู้เสียหายขึ้นรถรับจ้างตามคำสั่งของหัวหน้าขบวนการ
ผู้ต้องหาที่ 4 มีหน้าที่รับตัวผู้เสียหายที่จุดรับในพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี และพาไปส่งยังจุดข้ามแดนธรรมชาติ เพื่อรอผู้รับช่วงพาข้ามประเทศ

จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาที่ 1-3 ให้การรับสารภาพว่า เดิมทีเคยหางานผ่านช่องทางออนไลน์เช่นกัน และถูกชักชวนให้เข้าร่วมเป็นผู้จัดหาบัญชีม้าให้กับเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยได้รับค่าจ้างในการตรวจสอบบัญชีคนละ 1,000 บาท ส่วนผู้ต้องหาที่ 4 ได้ร่วมกับขบวนการลักลอบคนขนซึ่งมีทั้งคนไทยและคนกัมพูชาอีกหลายคนโดยส่งตัวผู้เสียหายข้ามช่องทางธรรมชาติไปเป็นทอด และรับค่าจ้างในการพาคนไปส่งช่องทางธรรมชาติครั้งละ 3,000-5,000 บาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนคน) และโดยผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมให้ข้อมูลตรงกันว่าการสั่งการทั้งหมดมาจากกลุ่มคนไทยที่ทำงานเป็นสแกมเมอร์อยู่ฝั่งประเทศกัมพูชา จากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม พบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการหลอกลวงเหยื่อคนไทยไปเป็นบัญชีม้ามากกว่า 200 ราย สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งขยายผลตรวจสอบบุคคลที่อาจตกเป็นเหยื่อรายอื่นๆ ของเครือข่ายนี้ รวมถึงผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

 

 

 

 

 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม