วันที่ 11 ตุลาคม 2569 เวลา 12:49 น.
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พบพระ จ.ตาก ร่วมกันจับกุม นายสุ อายุ 30 ปี สัญชาติไทย ฐาน “ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายและร่วมกันประกอบการขนส่งรถโดยสารไม่ประจำทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” โดยจับกุม ได้บริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่ง หมู่ที่ 9 อ.พบพระ จ.ตาก พฤติการณ์คือ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุม นายธอ อายุ 29 ปี ซึ่งขับขี่รถยนต์กระบะแคป สีดำ ทะเบียน นครนายก ซึ่งขณะจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการช่วยเหลือชายสัญชาติจีน จำนวน 3 คน ถูกจับมัดมือและปิดตาต่อมาได้ทำการสอบถาม นายธอ (ผู้ถูกจับกุม) ให้การว่า ได้รับงานจาก นายจ่อย และ นายยา ซึ่งก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ได้มี นายยา เป็นผู้ขับขี่รถนำในการขนคนจีนในครั้งนี้
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นายยา คือนายสุ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและตามจับได้ในครั้งนี้
จากการสอบถามผู้เสียหายสัญชาติจีนทั้ง 3 คน ทราบว่า ผู้เสียหายสัญชาติจีนต้องการหางานทำ ในประเทศไทย จึงหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและได้พบกับบุคคลที่แจ้งว่าสามารถหางานทำในประเทศไทยให้ได้ ชาวจีนทั้ง 3 คน จึงได้ทำการนั่งเครื่องบินเข้าสู่ประเทศไทยช่วงวันที่ 5 – 6 กันยายน 2569 หลังจากที่เข้าสู่ประเทศไทยแล้วบุคคลที่อ้างว่าหางานให้ในประเทศไทยได้ ได้แจ้งว่าจะพาไปส่งให้กับสถานที่ทำงานที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.สุโขทัย จึงได้เริ่มเดินทางในวันที่ 6 กันยายน 2569 โดยผู้จัดหางานได้ทำการจัดหารถยนต์เพื่อเดินทางให้กับผู้เสียหายชาวจีนหลังจากที่เริ่มเดินทางแล้ว (ผู้เสียหายทั้ง 3 คน ไม่ได้โดยสารรถยนต์คันเดียวกัน) เมื่อถึงพื้นที่ จ.ตาก มีรถยนต์มารอรับผู้เสียหายทั้ง 3 คน จึงได้โดยการไปกับรถยนต์ดังกล่าวหลังจากที่เดินทางไปกับรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับขี่เข้าไปบริเวณป่า (ไม่ทราบที่ใด) ผู้เสียหายทั้ง 3 คน จึงได้ถูกเทปสีน้ำตาล พันที่ศีรษะและใบหน้า มือทั้งสองข้างถูกพันด้วยผ้าเทปสีน้ำตาลและถูกใส่กุญแจมือ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือได้ที่บริเวณชายเมียนมาในเวลาต่อมา
ซึ่งจากการสืบสวนทำให้น่าเชื่อว่าเครือข่ายดังกล่าวได้ทำการหลอกลวงบุคคลสัญชาติจีนโดยอ้างว่า จะจัดหางานในประเทศไทยเมื่อผู้เสียหายเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อเดินทางเข้าสู่จังหวัดตาก ก็จะทำการพันธนาการด้วยการมัดมือและปิดตาเพื่อไม่ให้เห็นเส้นทาง และพาตัวผู้เสียหายเดินทางเข้าสู่ชายแดนไทย-เมียนมา จึงเชื่อว่าเครือข่ายดังกล่าวทำการหลอกลวงบุคคลสัญชาติจีนเข้าสู่ประเทศไทยและนำตัวไปส่งต่อให้กับเครือข่ายในพื้นที่ชายแดน จ.ตาก จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การปฏิเสธตามข้อกล่าวหา

