24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 31 สิงหาคม 2569
>> เพลิงไหม้ ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและเคมีภัณฑ์ ในตลาด 18 เมตร พบร่างผู้เสียชีวิต จ.เพชรบุรี
06.44 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 เพชรบุรี ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น บริเวณซอยพงษ์สุริยา 3 ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทย ตำบลท่าราบ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี อาคารดังกล่าวเป็นร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและเคมีภัณฑ์ ส่งผลให้มีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะและเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วหลังรับแจ้งเหตุ
เทศบาลเมืองเพชรบุรี นำโดย นายกิตติพงษ์ เทพพานิช นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ลงพื้นที่ติดตามอย่างเร่งด่วน ได้ประสานงานร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี อปท.ใกล้เคียง นำรถน้ำดับเพลิง และสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณ รวมถึงอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชรธรรมสถาน ระดมกำลังกว่า 10 คัน เข้าฉีดน้ำสกัดกั้นเปลวเพลิงอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบและอุปสรรคจากสารเคมี โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้สำเร็จ
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการปิดกั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัย เตรียมเข้าตรวจสอบหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ และค้นหาผู้ที่อาจตกค้างในอาคาร ต่อมาพบผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ราย เป็นชายไทย อายุ 55 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเพชรบุรี
>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ย่านซอยโรงเรียนจารุณีวิทย์ เสียหายหมดทั้งห้อง
06.48 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยโรงเรียนจารุณีวิทย์ ถนนเพชรบุรี แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคาร 4 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้น 2 ภายในห้องนอน เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งห้อง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 32 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่เครื่องปรับอากาศ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยพญาไท
>> นายกฯ อนุทิน แถลงวุฒิสภา กู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตพลังงาน ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย
09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวแถลงประกอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ต่อวุฒิสภา ณ ห้องประชุมวุฒิสภา
นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. เนื่องจากแหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังปกติไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 ถูกใช้รองรับภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน ขณะที่ยังมีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติม แม้รวมเงินทุนสำรองจ่าย ก็ยังไม่เพียงพอ ขณะที่งบประมาณปี 2570 จะเริ่มใช้ในเดือนตุลาคม 2569 จึงไม่ทันต่อสถานการณ์เร่งด่วน
สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินหรือออกตราสารหนี้โดยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ภายในวันที่ 30 กันยายน 2570
นายกฯ ย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังรัฐบาลพยายามบริหารแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ โดยการกู้ยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งต้องตรงตามวัตถุประสงค์ มีความจำเป็นเร่งด่วน คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณหรือแหล่งเงินอื่น และสามารถดำเนินการได้ทันที พร้อมทิ้งท้ายว่า วิกฤตด้านพลังงานเป็นวิกฤตการณ์ร้ายแรงและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ รัฐบาลจึงขอให้วุฒิสภาพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดฯ เพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
>> ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุเพลิงไหม้ “คลองถม เซ็นเตอร์”
09.29 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายสมานมิตร แยงไธสง ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเขต ลงตรวจพื้นที่กรณีเหตุเพลิงไหม้ บริเวณอาคารคลองถมเซ็นเตอร์
สำหรับสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ ในเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา กรุงเทพมหานคร ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเข้าไปภายในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อเก็บหลักฐาน ซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 วัน ก่อนจะส่งมอบพื้นที่ส่งคืนให้เจ้าของอาคารเข้ามาดำเนินการรื้อถอนตามขั้นตอน
>> แก๊สหุงต้มรั่ว ชายสูงวัยจุดเตา บึ้มไฟลุกท่วมบาดเจ็บสาหัส
10.00 น. เกิดเหตุแก๊สหุงต้มรั่วสะสมภายในบ้านพักริมคลอง ใกล้วัดหนามแดง ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ก่อนชายสูงอายุจุดเตาเพื่ออุ่นอาหาร ทำให้เกิดเสียงระเบิดและไฟลุกไหม้ตามร่างกาย
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว พบ นายทอ อายุ 74 ปี ได้รับบาดเจ็บจากไฟลวกบริเวณใบหน้า ดวงตา แขน และขาหลายแห่ง เจ้าหน้าที่กู้ชีพเร่งปฐมพยาบาล ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลบางพลีเพื่อรักษาอย่างเร่งด่วน
ตรวจสอบภายในห้องครัวพบข้าวของกระจัดกระจายและมีร่องรอยถูกไฟไหม้ ส่วนถังแก๊สหุงต้มพบว่าสายแก๊สชำรุด โดยชาวบ้านช่วยกันนำถังดับเพลิงเข้าระงับเหตุไว้ได้
ภรรยาของผู้บาดเจ็บให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุสามีกำลังเข้าไปอุ่นอาหารหรือทำกับข้าว คาดว่าแก๊สอาจรั่วไหลและสะสมอยู่ภายในห้องครัว เมื่อจุดเตาจึงเกิดการระเบิดและไฟลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
ด้านเพื่อนบ้านเล่าว่า หลังเกิดเหตุผู้บาดเจ็บยังสามารถเดินออกมาขอความช่วยเหลือ พร้อมบอกว่าแก๊สระเบิด โดยพบว่าถูกไฟลวกบริเวณใบหน้า รอบดวงตา แขน และขา ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาล
>> กองเหล็กขนาดใหญ่ถล่มทับคนงาน ในซอยบางปลา 24 เจ็บ 1 ดับ 1 ราย
10.10 น. รับแจ้งมีเหตุลักษณะโครงเหล็ก ล้มทับคนงานได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย เหตุเกิดภายในซอยบางปลา 24 ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู พร้อมอุปกรณ์ระหว่างเดินทางตรวจสอบในที่เกิดเหตุ
เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย เจ้าหน้าที่ให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิต 1 ราย ยังติดค้างอยู่ภายในกองเหล็ก ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถดำเนินการนำร่างออกมาได้ และอยู่ระหว่างรอผู้เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการ
>> นายกฯ ลงพื้นที่ “ประตูระบายน้ำหน้าควน” ต้นน้ำคลอง ร.1 ติดตามความคืบหน้าระบบบริหารจัดการน้ำ ย้ำเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ ป้องกันอุทกภัยหาดใหญ่
12.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ประตูระบายน้ำหน้าควน (คลองภูมินาถดำริ) ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อสำรวจพื้นที่ รับฟังปัญหา ติดตามแผนงานระบบป้องกันอุทกภัยเมืองหาดใหญ่ พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานซ่อมแซมคลอง ร.1 ก่อนพบปะประชาชนในพื้นที่ โดยระบุว่า เรื่องแรกที่ต้องการติดตามด้วยตนเองคือการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอ ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะติดตามทั้งเรื่องน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยที่ผ่านมาได้อนุมัติงบประมาณฯ ฟื้นฟูระบบชลประทานใน 5 จังหวัดภาคใต้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยปี 2568
ทั้งนี้ นายกฯ กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ทั้งปริมาณฝน ปริมาณน้ำ และสภาพอากาศ เพื่อประเมินสถานการณ์รวดเร็วและแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที และเตรียมเจ้าหน้าที่ เส้นทางอพยพ รวมทั้งศูนย์พักพิงให้พร้อม หากเกิดเหตุจะต้องเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที พร้อมย้ำให้ชาวสงขลามั่นใจว่า รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และผลักดันศักยภาพของสงขลาและภาคใต้ ตลอดจนส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ในตอนท้าย นายกฯ กล่าวว่า ในการประชุม ครม. วันพรุ่งนี้ จะเสนอเรื่องการทำประกันอุทกภัยให้กับประชาชนทุกหลังคาเรือน เพื่อเมื่อเกิดเหตุจะไม่ต้องกังวลเรื่องการพิสูจน์ว่าเป็นผู้เช่าหรือเจ้าของเคหสถาน หากอยู่อาศัยและลงทะเบียนในพื้นที่ รัฐบาลจะให้การดูแลคุ้มครองชีวิตเบื้องต้น โดยจะกำหนดวิธีดำเนินการและคุณสมบัติของผู้ได้รับความคุ้มครอง เพื่อเร่งอำนวยความสะดวกในการเยียวยาประชาชนเมื่อเกิดอุทกภัย
>> พฐ. เร่งหาสาเหตุ "ไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์" ยังไม่สามารถเข้าถึงจุดต้นเพลิงเพื่อเก็บพยานหลักฐานได้
12.17 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเหตุเพลิงไหม้ "คลองถมเซ็นเตอร์" ถนนวรจักร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อัคคีภัยครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะบริเวณโซน C ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุชั้น 1 ถูกโครงสร้างพื้นลานจอดรถชั้น 2 และชั้น 3 พังทลายลงมาทับซ้อน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ พฐ. ไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปเก็บพยานหลักฐานในจุดต้นเพลิงได้
นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังเกิดการทรุดตัวของเครื่องจักรหนัก (รถแบ็คโฮ) ทำให้เดินสำรวจได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงต้องประสานฝ่ายโยธา กทม. และเจ้าของอาคาร จัดหาวิศวกรควบคุมการรื้อถอนโครงสร้างที่พังลงมาให้เรียบร้อยเพื่อเปิดทางเข้าอย่างปลอดภัย
ทั้งนี้แม้ว่าเจ้าหน้าที่ พฐ. จะสามารถระบุพิกัดจุดต้นเพลิงได้แล้วจากคลิปวิดีโอหลักฐาน แต่ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ เนื่องจากต้องรอเข้าตรวจวัดและเก็บวัตถุพยานในพื้นที่จริงอย่างละเอียด รวมถึงเตรียมตรวจสอบระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยภายในอาคาร ทั้งระบบสปริงเกอร์และหัวจ่ายน้ำว่าติดตั้งได้มาตรฐานหรือไม่
>> คนร้ายบุกเดี่ยวชิงทอง อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ก่อนซิ่งรถจักรยานยนต์ ไร้ทะเบียนหลบหนี จ.ปัตตานี
14.09 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ ภายในร้านทอง ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบคนร้ายเป็นชายจำนวน 1 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ Yamaha Grand Filano ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มาจอดบริเวณหน้าร้าน ก่อนลงจากรถและเดินเข้าไปภายในร้าน
คนร้ายสวมเสื้อแขนยาวสีดำ ปกปิดใบหน้า และสวมหมวกกันน็อกสีฟ้า พร้อมถือ ท่อนเหล็กสีดำ ใช้ข่มขู่พนักงานภายในร้าน ก่อนก่อเหตุชิงเอา แหวนทองคำ น้ำหนักประมาณ 1 บาท แล้วรีบขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งภายในร้านและตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายใช้หลบหนี เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้นอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาเบาะแสของคนร้าย รวมถึงตรวจสอบเส้นทางหลบหนีและรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุรายนี้มาดำเนินคดีต่อไป
>> นายกฯ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาและป้องกันอุทกภัย ในพื้นที่หาดใหญ่ เร่งรัดการขุดลอกคลองและซ่อมแซมคลอง ร.1
14.12 น. นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามและรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ณ ประตูระบายน้ำหน้าควน อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้กล่าวรายงานสถานการณ์ โดยกรมชลประทานได้ยืนยันความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำหลากในพื้นที่โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเร่งรัดการดำเนินงานขุดลอกตะกอนดินที่ทับถมกว่า 650,000 ลูกบาศก์เมตรในคลองทั้ง 7 สาย ซึ่งจะแล้วเสร็จก่อนเดือนตุลาคมนี้ ควบคู่ไปกับการเร่งซ่อมแซมรอยรั่วของคลอง ร.1 ระยะทาง 600 เมตร ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 23 กันยายน เพื่อให้พร้อมระบายน้ำส่วนเกินออกไปในอัตรา 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก่อนฤดูฝนจะมาถึง สำหรับแผนระยะยาวในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ได้มีการเตรียมเสนอโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติมอีก 8 แห่ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บน้ำอีกกว่าร้อยละ 16 หรือกว่า 200 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีโครงการสำคัญอย่างอ่างเก็บน้ำคลองแก้วและคลองหวะ บรรจุอยู่ในร่างแผนงบประมาณปี 2570 เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีแผนร่วมมือกับทางเทศบาลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่านจุดเฝ้าระวังที่อำเภอสะเดา ซึ่งสามารถประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าได้ถึง 15 ชั่วโมงก่อนที่มวลน้ำจะเดินทางมาถึงตัวเมืองหาดใหญ่ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด
ภายหลังรับฟังรายงานนายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เยี่ยมชมติดตามตามสถานการณ์น้ำและสภาพพื้นที่คลอง ร.1 ก่อนจะนำคณะ พบปะประชาชนในพื้นที่ เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ พร้อมสร้างความมั่นใจถึงการเตรียมความพร้อมของภาครัฐอีกด้วย
>> รัฐบาล เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม ระบุ “โควิด 19 ระบาด อ้างรัฐบาลเตรียมยกเลิกเทศกาลปีใหม่”
14.44 น. นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณีที่มีการส่งต่อข้อความเตือนความรุนแรงของโรคโควิด 19 ทางสื่อออนไลน์ โดยมีการอ้างข้อมูลจาก รพ.จุฬาภรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ารัฐบาลเตรียมประกาศยกเลิกเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ “เดลตาครอน XBC” ที่อันตรายกว่าเดิม 3 เท่า นั้น
“รัฐบาลขอยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าว “เป็นข้อมูลเท็จ (Fake News)” ที่เคยถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 เพื่อสร้างความตื่นตระหนก และเป็นการนำข้อความบิดเบือนเก่ามาวนส่งต่อซ้ำในปัจจุบัน“
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค พบว่า สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด 19 ในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามคาดการณ์ของโรคติดต่อตามฤดูกาล ซึ่งระบบสาธารณสุขไทยมีความพร้อมทั้งยาและเวชภัณฑ์ รองรับผู้ป่วยอย่างเพียงพอ อีกทั้งไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกกิจกรรมหรือเทศกาลใด ๆ ตามที่มีข่าวลือ ส่วนการเฝ้าระวังสายพันธุ์ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบสายพันธุ์หลักที่เฝ้าระวังและพบในประเทศไทยขณะนี้คือ สายพันธุ์โอไมครอน (NB.1.8.1) ซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์เดลตาครอน XBC ตามที่มีการกล่าวอ้างและส่งต่อกันในสื่อออนไลน์
ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลทางระบาดวิทยา ยืนยันว่า โควิด 19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ไม่ได้ทำให้เกิดอาการรุนแรงขึ้น และมีอัตราป่วยตายต่ำมากเพียง ร้อยละ 0.01 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป ส่วนกรณีอาการรุนแรงยังคงพบเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง 608
รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน “อย่าเชื่อ อย่าส่งต่อ” ข้อมูลที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด และสร้างความสับสนตื่นตระหนกในสังคม และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการเท่านั้น
>> ก.มหาดไทย เผยเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นโกงสอบ 3,868 คน เผยไม่มีใครฟ้อง สถ. จ่อเรียกบรรจุใหม่ ต.ค.นี้
15.08 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยถึงกรณีการเพิกถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวน 5,925 คน ว่า หลังจากที่ คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ก.กลาง ประชุมแล้ว และส่งหนังสือไปยัง ก.จังหวัด ทุกจังหวัด เพื่อแจ้งรายชื่อผู้ที่ถูกเพิกถอน ก่อนที่ ก.จังหวัด จะนัดประชุม ขณะนี้มีการประชุมไปเกือบครบทุกจังหวัดแล้ว โดยวันนี้ (31 ส.ค.) เป็นวันสุดท้าย เหลืออยู่ประมาณ 6 จังหวัด ซึ่งเป็นจังหวัดที่ไม่มีรายชื่อจะต้องเพิกถอน
สำหรับยอดผู้โกงสอบทั้งหมด 5,925 คน บรรจุไปแล้ว 3,868 คน ต้องถูกเพิกถอนทั้งหมด โดยอปท. จะต้องส่งรายชื่อผู้ถูกเพิกถอนวันนี้เป็นวันสุดท้าย ส่วนอีกกว่า 1,000 คน ที่รอบรรจุ ก็จะไม่มีการเรียกบรรจุอีก และ จะบรรจุคนใหม่ทดแทนภายในเดือนตุลาคมนี้ และ จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีผู้ถูกเพิกถอนรายชื่อยื่นฟ้องร้อง เพราะ สถ. ได้แสดงหลักฐาน คะแนนจริง และคะแนนแก้ไข ให้ทุกคนเห็นและต่างก็ยอมรับ
นายนิรัตน์ กล่าวถึงความคืบหน้าทางคดีด้วยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญา มีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ ตาม MOU อาทิ ป.ป.ช. ปปท. ตำรวจ ปปง. และดีเอสไอ รับเรื่องไปทำแล้ว หาก สถ.ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็จะส่งต่อไปให้หน่วยงานตาม MOU และ จะแจ้งความคืบหน้าต่อนายกรัฐมนตรี และวันนี้จะรายงานให้ทราบอีกครั้ง
>> นายกฯ รับฟังเสียง 5 จังหวัดใต้ สั่งเรื่องไหนทำได้ให้ทำทันที ดันข้อเสนอพื้นที่เข้า ครม. แก้ปัญหาให้ตรงจุด
15.15 น. ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยพิบัติ เพื่อรับฟังปัญหาจากพื้นที่โดยตรงและนำไปสู่การกำหนดแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม โดยประเด็นสำคัญที่ได้จากการหารือในวันนี้ รัฐบาลจะนำไปประกอบการพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ปัญหาและความต้องการของพื้นที่เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล
นายกฯ มอบรองนายกฯ รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาข้อเสนอจากพื้นที่อย่างรอบด้าน เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้ ขอให้เร่งดำเนินการ เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ขอให้บูรณาการการทำงานร่วมกัน ลดข้อจำกัดและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ตลอดจนกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนให้มีความชัดเจน เพื่อให้ข้อเสนอจากพื้นที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชน
>> ปภ. กระจายเครื่องจักรกลพื้นที่เสี่ยงสังขละบุรี - ทองผาภูมิ รับมือฝนตกหนักต่อเนื่องระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น
17.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 2 สุพรรณบุรี และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี วางแผนกระจายเครื่องจักรกลสาธารณภัย ปภ. ซึ่งได้นำเข้าไปสนับสนุนจังหวัดกาญจนบุรีเป็นการล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องจนทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมแม่น้ำ โดยทรัพยากร ปภ. ที่อยู่ในพื้นที่ และวางแผน เตรียมพร้อมปฏิบัติงาน ได้แก่ รถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 2 คัน รถประกอบอาหาร 1 คัน และเครื่องสูบน้ำ 14 นิ้ว 2 เครื่อง สแตนบายอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี ส่วนเรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 5 ลำ กระจายอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอำเภอสังขละบุรี และอำเภอทองผาภูมิ
และในวันนี้ ศูนย์ ปภ. เขต 2 สุพรรณบุรี ยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) และรถยนต์กู้ภัยเคลื่อนที่เร็ว เข้าช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดกาญจนบุรีตามแผนสนับสนุนการปฏิบัติงาน
>> ไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ ดอยฮาง เจ้าหน้าที่สกัดเพลิงทัน ไม่ลามพื้นที่ข้างเคียง จ.เชียงราย
21.25 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้อู่ซ่อมรถยนต์ บริเวณใต้สะพานฮ่องอ้อ ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยจากหลายหน่วยงานเร่งเดินทางเข้าระงับเหตุ
จากการตรวจสอบพบว่า จุดเกิดเหตุเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ ลักษณะเป็นอาคารเช่าไม่มีเลขที่ เจ้าหน้าที่เร่งฉีดน้ำควบคุมเพลิง โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง
เบื้องต้นยังไม่มีข้อสรุปถึงต้นเหตุของเพลิงไหม้ ขณะที่รายละเอียดความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองพิสูจน์หลักฐานจะเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป
1 กันยายน 2569
1 กันยายน 2569