วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 03:55 น.
ตำรวจท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐาน TASER 10 เทคโนโลยีใหม่ ไม่ได้เริ่มต้นที่อุปกรณ์ แต่เริ่มต้นที่คนซึ่งต้องตัดสินใจใช้มัน
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเผชิญเหตุการณ์ตรงหน้า บางครั้งสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่คำถามว่า มีอุปกรณ์อะไรอยู่ในมือ? แต่คือในวินาทีนั้น ควรทำอะไร?
วันที่ 11 สิงหาคม 2569 พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรแก่ข้าราชการตำรวจผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรครูฝึกการใช้อุปกรณ์ชอร์ตไฟฟ้า TASER เพื่อเตรียมทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดต่อไป
สำหรับประชาชน คำถามแรกอาจเป็นว่า TASER มีไว้ทำไม?
TASER เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เพิ่ม “ทางเลือก” ให้เจ้าหน้าที่ในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมี TASER แล้วจะต้องใช้ หรือสามารถใช้ได้กับทุกเหตุการณ์ ตรงกันข้าม ยิ่งมีเครื่องมือเพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ยิ่งต้องมีความรู้ การฝึก วินัย และคุณภาพในการตัดสินใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะสถานการณ์จริงไม่มีคำตอบเดียว
บางเหตุอาจยุติได้ด้วยการสื่อสาร
บางเหตุต้องรักษาระยะและประเมินสถานการณ์
บางเหตุต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม
และบางเหตุอาจเปลี่ยนระดับภัยคุกคามภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ดังนั้น หัวใจของการฝึกครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง TASER 10 ใช้อย่างไร?
แต่ต้องไปให้ถึงคำถามว่า เมื่อเกิดเหตุจริง เราจะประเมินอย่างไร เลือกทางเลือกอย่างไร ตัดสินใจเมื่อใด และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอย่างไร?
หลักสูตรครูฝึกจึงครอบคลุมทั้งความรู้เกี่ยวกับ TASER 10 หลักการทำงาน ขีดความสามารถ ข้อจำกัด กฎความปลอดภัย การจัดการอุปกรณ์ และความสามารถในการถ่ายทอดให้ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างสมเหตุสมผล ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ผู้เข้ารับการฝึกไม่ได้เรียนเพียงในห้อง แต่ต้องผ่านการฝึกภาคปฏิบัติ การฝึกสถานการณ์ การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน การทบทวนหลังการฝึก ตลอดจน VR Simulation เพื่อพัฒนาจาก
KNOW → DO → DECIDE → TEACH
รู้ → ทำได้ → ตัดสินใจเป็น → และสอนคนอื่นได้
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การใช้อุปกรณ์ คือ Training Safety
การฝึกต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนการฝึกภาคปฏิบัติ รวมถึงการกำกับดูแลพื้นที่และกิจกรรมการฝึกอย่างใกล้ชิด เพราะสำหรับครูฝึกมืออาชีพ การรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด สำคัญไม่แพ้การรู้ว่าเมื่อใดควรเริ่ม หลังจากนี้ ครูฝึกที่ผ่านการรับรองจะเป็นกำลังสำคัญในการถ่ายทอดมาตรฐานสู่เจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานในรุ่นต่อ ๆ ไป
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1 ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ พร้อมด้วยคณะกรรมการ จะกำกับติดตามและตรวจสอบการดำเนินการให้เป็นไปตาม TOR สัญญา และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ การตรวจสอบจึงไม่ได้ถามเพียงว่า อบรมครบหรือยัง? แต่ต้องตอบให้ได้ว่า คนที่ผ่านการอบรม เรียนรู้จริงหรือไม่ และปฏิบัติได้จริงหรือไม่? ตั้งแต่การประเมินก่อนและหลังเรียน ความรู้ ความปลอดภัย ทักษะภาคปฏิบัติ การตัดสินใจในสถานการณ์จำลอง ตลอดจนการบันทึกผลการฝึก เพื่อให้กระบวนการสามารถติดตามและตรวจสอบได้ เพราะเมื่อเป็นเรื่องของการใช้กำลัง คำว่า “พอใช้ได้” อาจไม่เพียงพอ สิ่งที่เราต้องการคือเจ้าหน้าที่ที่ รู้จริง - ทำได้จริง - รู้ข้อจำกัด - ตัดสินใจเป็น - และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง
การดำเนินงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ คณะกรรมการตรวจรับ ครูฝึก เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ บริษัทผู้รับผิดชอบโครงการ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างทำหน้าที่ในส่วนของตนเองเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้เทคโนโลยีที่นำมาใช้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและทางราชการ
ผู้บังคับบัญชา วางนโยบายและกำกับทิศทางคณะกรรมการ ตรวจสอบมาตรฐานและการดำเนินการตามเงื่อนไขครูฝึก ถ่ายทอดความรู้และสร้างผู้ปฏิบัติที่มีคุณภาพ
เจ้าหน้าที่ นำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติจริงและประชาชน คือผู้ที่ต้องได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทั้งหมดนี้ เพราะท้ายที่สุด งบประมาณทุกบาทมาจากความไว้วางใจของประชาชน อุปกรณ์ทุกชิ้นคือความรับผิดชอบของรัฐ และทุกการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ อาจเกี่ยวข้องกับชีวิตของใครคนหนึ่ง เราไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ตำรวจใช้กำลังมากขึ้น แต่เพื่อให้ตำรวจมีความรู้มากขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น และตัดสินใจได้ดีขึ้น
ตำรวจแต่ละหน่วยอาจมีภารกิจแตกต่างกัน แต่เมื่อประชาชนต้องการความช่วยเหลือ ไม่มีคำว่า “ตำรวจของเขา” หรือ “ตำรวจของเรา” มีเพียง “ตำรวจไทย” ที่ต้องทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อประชาชน และไม่ว่าจะเป็นประชาชน เจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ทุกคนต่างมีใครบางคนรออยู่ที่บ้านเหมือนกัน
ดังนั้น ความสำเร็จของ TASER 10 จึงไม่ควรวัดเพียงว่าเรามีอุปกรณ์กี่กระบอก หรือฝึกไปแล้วกี่คน แต่ควรวัดจากวันที่เกิดเหตุจริงว่า ประชาชนปลอดภัยขึ้นหรือไม่ เจ้าหน้าที่ตัดสินใจดีขึ้นหรือไม่ ใช้กำลังเท่าที่จำเป็นหรือไม่ และทุกการตัดสินใจสามารถอธิบายและตรวจสอบได้หรือไม่ นี่คืออีกหนึ่งก้าวของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงก้าวของเทคโนโลยี แต่เป็นก้าวของ “คน การฝึก มาตรฐาน และความรับผิดชอบ” เพราะอุปกรณ์ที่ทันสมัย อาจเพิ่มทางเลือกให้เจ้าหน้าที่ แต่สิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่น ยังคงเป็น “คนที่อยู่หลังอุปกรณ์นั้น” คนที่รู้ว่าเมื่อใดควรใช้ รู้ว่าเมื่อใดไม่ควรใช้ รู้ว่าเมื่อใดต้องหยุด
และไม่เคยลืมว่า ทุกการตัดสินใจมีชีวิตของมนุษย์อยู่ตรงหน้า เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติ และเพื่อให้ทุกคนในเหตุการณ์ มีโอกาสได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย
ที่มา : กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ










12 สิงหาคม 2569
12 สิงหาคม 2569