วันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 02:08 น.
โฆษกรัฐบาล เผย ครม.นัดพิเศษ ติดตามสถานการณ์อุทกภัย นายกฯ สั่งทุกหน่วยบูรณาการ เร่งช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง ย้ำสื่อสารข้อมูลน้ำ–สภาพอากาศให้เข้าใจง่ายและทันสถานการณ์ ตรวจความพร้อมเครื่องสูบน้ำ–ศูนย์พักพิง–สถานพยาบาล พร้อมตั้งศูนย์แถลงข่าวและพิจารณา WFH ลดผลกระทบการเดินทาง
(27 กันยายน 2569) เวลา 16.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีและตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วมว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของพี่น้องคนไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งตอนนี้ กรุงเทพมหานครได้ประกาศ 50 เขต เป็นเขตพื้นที่อุทกภัย เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้โดยเร็วที่สุด รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 25 จังหวัดทั่วประเทศไทย ที่กำลังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่
โดยในวันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม และให้การช่วยเหลือ และมีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการประชุม ดังนี้
1. ให้ทุกหน่วยงาน บูรณาการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาและรับมือสถานการณ์ โดยให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่อง ในทุกพื้นที่
2. ให้มีการรวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำและภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ พร้อมแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างทันท่วงที ดังนี้
- สทนช. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทาน (ชป.) เป็นหน่วยงานหลัก ในการติดตามสถานการณ์น้ำและการระบายน้ำ
- กระทรวงมหาดไทย (มท.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ กทม. เป็นหน่วยหลักในการแจ้งเตือนภัยและสนับสนุนการอพยพ
- กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานหลักในการให้ข้อมูลและนำเสนอสภาพภูมิอากาศ ด้วยข้อความสื่อสารที่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย
- สทนช. และที่เกี่ยวข้อง บูรณาการข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ พร้อมประสานการปฏิบัติงานร่วมกับ มท. และจังหวัดที่จะได้รับผลกระทบ
3. มอบหมาย รอง นรม. เอกนิติ ดำเนินการแจ้งให้สถานที่ราชการทุกแห่งอำนวยความสะดวก/จัดสถานที่เพื่อให้ประชาชนนำยานพาหนะเข้ามาจอดได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
4. มอบหมายกระทรวงกลาโหมสนับสนุนรถบรรทุกของหน่วยงานทหารเพื่อให้บริการประชาชนในการอพยพ/เคลื่อนย้ายสิ่งของ และให้ทุกเหล่าทัพ ระดมทรัพยากรต่างๆ สนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานตามที่ได้รับการประสาน
5. ให้กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) พิจารณาขยายวงเงินให้ความช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยของ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีความจำเป็น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ
6. มอบหมาย ปภ.ดำเนินการแจ้งเตือน และรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ประชาชนทราบอย่างเป็นระยะ
7. ให้ กษ. (ชป.) มท. (ปภ.) กทม. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความพร้อมของเครื่องมือ เครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และบูรณาการการทำงานร่วมกับ กทม. ในการสูบน้ำและระบายน้ำให้สอดคล้องกัน
8. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคตะวันออกติดตามสถานการณ์พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที
9. ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม และน้ำป่าไหลหลาก ในจังหวัดต่าง ๆ และการบริหารจัดการการปล่อยน้ำของเขื่อนโดยคำนึงถึงความเหมาะสมและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ
10. ให้ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเคลื่อนย้ายยานพาหนะออกจากถนน และวางแผนการจราจรให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน และดูแลในเรื่องความปลอดภัยของประชาชน/สถานที่บ้านพัก
11. ให้การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สำรวจและตรวจคุณภาพของน้ำที่ส่งไปยังบ้านเรือนประชาชนให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และให้ กฟน. กฟภ. จัดเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้เข้าถึงพื้นที่ในการตัดไฟฟ้า การซ่อมแซม และการเตรียมเครื่องปั่นไฟให้พร้อม
12. ให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานการทำงานในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ติดเตียง และเตรียมความพร้อมของศูนย์พักพิง รวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ถุงยังชีพ โดยเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลในการรองรับผู้ป่วย
13. ให้มีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นแนวทางเดียวกัน โดยให้หน่วยงานรายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำ สภาพภูมิอากาศ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปยังโฆษกรัฐบาล ผ่านสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และให้ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ในการจัดตั้งศูนย์การแถลงข่าว
14. ให้หน่วยงานของรัฐ (โดยสำนักงาน ก.พ.) พิจารณาการ WFH และให้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากภาคเอกชน