วันที่ 21 มีนาคม. 2569 เวลา 01:32
ปอท. ปฏิบัติการ Cut Money Flow จับกุมหัวหน้าคนไทย ขยายผลถึงจีนเทา
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) , กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) โดย พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กก.2 บก.ปอท. ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา จำนวน 9 ราย ดังนี้ กลุ่มเจ้าของบัญชีม้า
1. นายวัน (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 13 มี.ค.69
2. น.ส.กัน (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 13 มี.ค.69
กลุ่มผู้ควบคุมการถอนเงินและรับส่งเงิน
3. นายนัท (นามสมมุติ) อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 13 มี.ค.69
4. น.ส.ทิน (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 13 มี.ค.69
5. น.ส.พา (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี ผู้ต้องหา (ผู้จัดหาบัญชี)
6. น.ส.นิน (นามสมมุติ) อายุ 37 ปี ผู้ต้องหา (เจ้าของบัญชี)
7. นายวิน (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี ผู้ต้องหา (ผู้ควบคุม ช่วยเหลือ สนับสนุน)
กลุ่มผู้สั่งการ/ประสานงาน (หัวหน้าคนไทย)
8. นายอิน (นามสมมุติ) อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 13 มี.ค.69
กลุ่มผู้รับผลประโยชน์
9. MR.ZHENG สัญชาติจีน อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาชาวจีน
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น , โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่”
สืบเนื่องจากผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์ผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (Thai Police Online) กรณี คนร้ายใช้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อหาผู้เสียหาย แอบอ้างแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัท AIS แจ้งว่ามีคนนำข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ และนำไปใช้งานพัวพันกับคนร้าย ในคดีฟอกเงิน โดยมิจฉาชีพได้หลอกให้ผู้เสียหายติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมผ่าน Line ชื่อ “สภ.เมืองเลย” ก่อนจะหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ใจ มูลค่าความเสียหายประมาณ 550,000 บาท
ภายหลังเมื่อผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนทราบว่า เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีม้าแล้ว กลุ่มคนร้ายที่ทำหน้าที่ถอนเงินสด จะเดินทางไปยังธนาคารเพื่อถอนเงินสดออกมาทันที โดยหลังจากถอนเงินออกมาแล้ว (ผู้ต้องหาที่ 1) ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีม้า จะนำเงินส่งมอบให้กับ (ผู้ต้องหาที่ 3) และ (ผู้ต้องหาที่ 4) หลังจากนั้น (ผู้ต้องหาที่ 3) และ (ผู้ต้องหาที่ 4) ได้เดินทางจากบริเวณ ถ.สุขุมวิท ไปยังพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อนำเงินไปส่งมอบเงินให้กับนายอัศนัยฯ (ผู้ต้องหาที่ 8) ก่อนจะแยกย้ายกันทันที จากข้อมูลการสืบสวนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น ผู้ต้องหากลุ่มเจ้าของบัญชีธนาคาร, ผู้ควบคุมการถอนเงิน/รับส่งเงิน, ผู้สั่งการ/ประสานงาน และผู้รับผลประโยชน์ โดยสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 8 ราย แบ่งเป็นบุคคลสัญชาติไทย 7 คน และสัญชาติกัมพูชา 1 ราย
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.2 บก.ปอท. จึงเปิดปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 69 มีการออกปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว ในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ และ นครปฐม สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 5 ราย เป็นผู้ต้องหา ซึ่งทำหน้าที่เป็น บัญชีม้า 2 ราย, ผู้ควบคุมการถอนเงินและรับส่งเงิน 2 ราย และผู้สั่งการ/ประสานงาน 1 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จำนวน 6 รายการ, สมุดบัญชีธนาคารและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ธนาคารต่างๆ รวมถึงใบเบิกถอนเงินสด จำนวน 15 รายการ รถยนต์ จำนวน 1 คัน และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ อีก จำนวนหนึ่ง
จากการสอบถาม (ผู้ต้องหาที่ 8) รับว่า ตนทำหน้าที่เป็นหัวหน้าจัดหาบัญชีม้าผ่านนายหน้า เพื่อส่งให้คนจีน (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) จากนั้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะนำบัญชีไปใช้ในการหลอกลวง รับเงินจากผู้เสียหาย เมื่อมีเงินจากผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีม้า (ผู้ต้องหาที่ 8) จะสั่งการให้ (ผู้ต้องหาที่ 3) และ (ผู้ต้องหาที่ 4) ไปเฝ้าดูและควบคุมเจ้าของบัญชีในการถอนเงินสด และนำเงินมาให้ (ผู้ต้องหาที่ 8) โดย(ผู้ต้องหาที่ 8) จะเป็นผู้รวบรวมเงินนำส่งให้กับคนจีนดังกล่าว ตามจุดนัดหมายต่างๆ ได้รับค่าจ้าง 6% โดยทำมาแล้วประมาณ 9 เดือน เฉลี่ยมีการถอนเงินสดสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1-2 ล้านบาท ซึ่งจากการสืบสวนขยายผลทำให้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 17 มี.ค.69 จะมีการถอนเงินที่ น่าเชื่อได้ว่าเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิด บริเวณห้างสรรพสินค้า ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้วางแผนในการเข้าตรวจสอบธุรกรรม
จากนั้นจึงได้มีการเปิดปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มี.ค.69 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. ได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าว แบ่งกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบห้างฯ จนกระทั่งพบกลุ่มบุคคล โดยมี (ผู้ต้องหาที่ 6) ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร เดินทางมากับ(ผู้ต้องหาที่ 5) และ(ผู้ต้องหาที่ 7) ซึ่งทั้ง 3 คนได้นั่งพูดคุยพักคอยอยู่ภายในร้านอาหารในห้างฯ จนถึงช่วงเย็น จากนั้นพบว่า (ผู้ต้องหาที่ 6) ได้เดินมุ่งหน้าไปยังสาขาธนาคารเพื่อทำธุรกรรมที่บริเวณเคาเตอร์ฝาก-ถอนเงินสด ส่วน (ผู้ต้องหาที่ 7) และ (ผู้ต้องหาที่ 5) ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าแสดงตัว ตรวจสอบบุคคล และธุรกรรมดังกล่าว พบว่า บัญชีธนาคารของ (ผู้ต้องหาที่ 6) มีการรับเงินต่อเนื่องกันจำนวน 3 ครั้ง เป็นเงินกว่า 1.9 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งจากการสอบถาม(ผู้ต้องหาที่ 6) รับว่า มียอดเงินดังกล่าวโอนเข้ามาจริง แต่ไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเงินดังกล่าวไว้
จากการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินข้างต้นกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (War room) ของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ทำให้ทราบข้อมูลผู้ที่โอนเงินมายังบัญชีธนาคารของ (ผู้ต้องหาที่ 6) ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าเป็นผู้เสียหายที่ถูกหลอกในคดีฉ้อโกงออนไลน์ จำนวน 3 ราย จากนั้นจึงได้มีการรีบติดต่อไปยังผู้เสียหายเพื่อแจ้งเหตุ และยับยั้งความเสียหาย พร้อมมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพบผู้เสียหายรายหนึ่ง เพื่อสอบถามรายละเอียด จากสอบถามผู้เสียหายซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ ให้การว่า ตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกลวงว่าจะได้รับสิทธิ์ในการคุ้มครองปกป้องเงินจากการถูกมิจฉาชีพโทรหลอกลวง โดยมิจฉาชีพได้ขอ Line ของผู้เสียหายไป จากนั้นได้ให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลส่วนตัว รวมถึงข้อมูลบัญชีธนาคารและจำนวนเงินคงเหลือในบัญชี ก่อนจะหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของ(ผู้ต้องหาที่ 6) จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญตัวผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้มีการจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ข้างต้นเนื่องจากได้ร่วมกันก่อเหตุถอนเงินสดที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย พร้อมตรวจยึดเงินสดกว่า 1.9 ล้านบาท เป็นของกลางในคดี นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป







