24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 21 กันยายน 2569
>> นายกรัฐมนตรี ชูยุทธศาสตร์ความเป็นหุ้นส่วนไทย-ญี่ปุ่น จากฐานการผลิต ให้เป็น หุ้นส่วนเศรษฐกิจ
09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น “ทิศทางความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น: จากความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีพลวัต” ย้ำ “กุญแจสำคัญ ของการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ คือ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง เป็น “หุ้นส่วน” นำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน
นายกฯ ระบุว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านการลงทุนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งญี่ปุ่นได้สร้าง Supply Chain ที่เข้มแข็งในประเทศไทย พร้อมชี้ว่า ไทยควรต่อยอดจากฐานการผลิตเดิมและพัฒนา Supply Chain ให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
นายกฯ กล่าวย้ำถึงโอกาสในการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น เชื่อมั่นว่า ญี่ปุ่นยังมีศักยภาพและความสนใจในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาค และไทยควรใช้โอกาสจากความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานในการต่อยอดความร่วมมือ โดยเฉพาะการลงทุนที่สามารถเชื่อมโยงกับ Supply Chain เดิมของญี่ปุ่นในประเทศไทย และขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้ทีมไทยแลนด์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ความสัมพันธ์และเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด พร้อมนำข้อมูลและข้อเสนอแนะมาประกอบการทำงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน พลังงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย
>> 2 ผู้เสียหายร้อง “ดร.ธนกฤต” หลังสู้คดีที่ดินตาก สูญกว่า 50 ล้าน เผยถูกคุกคาม-สิ้นหวัง หวั่นกระทบครอบครัว
10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่สำนักงานกฎหมาย ถนนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง น.ส.รอ และ น.ส.ปอ (นามสมมุติ) 2 ผู้เสียหายจากคดีเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบใน จ.ตาก เข้าพบ นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ เพื่อขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือ หลังอ้างว่าเรื่องไม่ได้รับการแก้ไขและเยียวยามานานกว่า 2 ปี โดยคดีดังกล่าวมีความเสียหายรวมกว่า 50 ล้านบาท
ผู้เสียหายระบุว่า ตลอดช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ต้องต่อสู้คดีจนได้รับความเดือดร้อนทางการเงิน ต้องกู้หนี้ยืมสินและส่งผลกระทบต่อครอบครัวอย่างหนัก
ขณะเดียวกันอ้างว่าเคยถูกข่มขู่และคุกคามจนเกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรง รวมถึงมีปัญหาด้านสภาพจิตใจ โดยระบุว่าต้องเข้ารับการรักษาและเคยคิดทำร้ายตัวเอง ด้าน ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ได้รับทราบความเดือดร้อนแล้ว และเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีและแนวทางเยียวยา พร้อมมอบหมาย “ทีมงานธนกฤตจิตอาสา” ลงพื้นที่ติดตามเรื่องทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายและครอบครัวต่อไป
>> 2 หนุ่มขับขี่และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ชนกับรถพ่วง บาดเจ็บ 1 และเสียชีวิต 1 ราย จ.มุกดาหาร
11.00 น. ศูนย์กู้ชีพ-กู้ภัยร่วมใจคำชะอี ได้รับแจ้งว่า มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถพ่วง 18 ล้อ และมีผู้บาดเจ็บสาหัส บนถนนหมายเลข 12 ฝั่งขาออก ก่อนถึงปั๊ม ปตท.บ้านคำชะอี ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน อุดรธานี ลักษณะชนกับ รถพ่วง 18 ล้อ สีขาว ป้ายทะเบียน มุกดาหาร ตรวจสอบพบว่า มีผู้ประสบเหตุได้รับบาดเจ็บ เป็นชาย จำนวน 2 ราย โดยมีอาการบาดเจ็บสาหัส 1 ราย เจ้าหน้าที่กู้ชีพให้การช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนประสานและนำส่งโรงพยาบาลคำชะอี ส่วนอีก 1 รายนั้น เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ไม่พบเอกสารประจำตัว
จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น สอบถามผู้ขับขี่รถพ่วง 18 ล้อ แจ้งว่า ขณะกำลังขับรถขึ้นเนิน ได้ยินเสียงดังบริเวณด้านท้ายรถ จึงหยุดรถและลงมาตรวจสอบ พบรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถพ่วง จึงโทรแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เบื้องต้นผู้ขับขี่รถพ่วง ไม่พบแอลกอฮอล์หรือสารมึนเมา ส่วนสาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คำชะอี
>> รวบหนุ่ม หลอกออนไลน์ 3 พื้นที่ มูลค่าความเสียหายกว่า 1.2 ล้านบาท
11.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกันจับกุม นายกอ (นามสมมุติ) อายุ 49 ปี ฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงผู้อื่น, โดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ” โดยจับกุมได้ บริเวณห้องพัก ซอยเอกชัย 99/2 เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร
พฤติการณ์ สืบเนื่องช่วงเดือนธันวาคม 2567 นายกอ ได้ก่อเหตุ เปิดบัญชีม้า โดยใช้ช่องทางออนไลน์ เปิดให้หลอกหางานและหลอกลงทุน ผ่าน Facebook และเมื่อเหยื่อหลงเชื่อจึงติดต่อทาง Line รายแรก พบมูลค่าความเสียหายกว่า 5 แสนบาท ในพื้นที่ จ.ชลบุรี รายที่สอง ในพื้นที่ จ.พิษณุโลก และรายที่สามในเขต กทม. รวมมูลค่ากว่าล้านบาท ซึ่งในพฤติกรรมการก่อเหตุ ลักษณะเดียวกันในทุกพื้นที่ ตรวจสอบประวัติ ผู้ต้องหาในคดีนี้ พบเคยก่อเหตุในคดีเกี่วข้องกับการพนัน เมาแล้วขับ คดียาเสพยาเสพติด และฉ้อโกงทรัพย์
จนกระทั่ง ชุดสืบสวน กก.1 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ ได้แกะรอยและเข้าจับกุม พร้อมควบคุมตัวไปจัดทำบันทึกการจับกุมที่ สน.บางบอน ก่อนประสานส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.เสม็ด จ.ชลบุรี รับตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การเบื้องต้นว่า เพื่อนสนิทซึ่งเคยร่วมงานกันมาก่อนได้ขอยืมสมุดบัญชีธนาคารของตน เพื่อนำไปใช้ประกอบการสมัครสินเชื่อ ตนจึงได้ให้ยืมบัญชีธนาคารดังกล่าว
>> ตร. แกะรอย "โกดังลับ" ทลายแหล่งซุกซ่อนกระเป๋าและของปลอมแบรนด์ดังไทย
13.22 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น-ตรวจยึด พร้อมด้วยตัวแทนผู้ปกป้องสิทธิ์ ตรวจยึดของกลาง กระเป๋าผ้า ปลอมเครื่องหมายการค้า และ แว่นตาปลอมเครื่องหมายการค้า รวมของกลาง จำนวน 10,053 ชิ้น หลังเข้าตรวจค้น โกดังเก็บสินค้าไม่ติดเลขที่ ในพื้นที่ ซอยบางกระดี่ ถนนพระรามสอง กรุงเทพมหานคร
หลังตำรวจ บก.ปอศ. ได้รับเรื่องร้องทุกข์ จากตัวแทนผู้ผลิตกระเป๋าผ้าแบรนด์ดังของไทย (ขอสงวนชื่อแบรนด์) ว่าพบมีผู้ลักลอบนำสินค้ากระเป๋าผ้าแบรนด์ของผู้เสียหาย ที่ปลอมเครื่องหมายการค้า นำมาจำหน่ายผ่านร้านค้าออนไลน์ บนแพลตฟอร์มดัง ในราคาที่ต่ำกว่าราคาสินค้าของจริง ทำให้สินค้าเสียหาย ตำรวจได้มีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าปลอมจากผู้ขายสินค้า และได้สืบสวนติดตาม จนกระทั่งพบข้อมูลเชื่อมโยงถึงนายทุนชาวจีน ซึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์จากการลักลอบขายกระเป๋าผ้าแบรนด์ไทยปลอม และพบสถานที่เชื่อว่าใช้กักเก็บ และกระจายสินค้าปลอม ลักษณะเป็นโกดังขนาดใหญ่ ปิดประตูมิดชิดตลอดเวลา มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบโกดัง
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติหมายค้นจากศาล เข้าตรวจค้นโกดัง ดังกล่าวผลการตรวจค้นพบสินค้าประเภทกระเป๋าผ้า และแว่นตา ที่ปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย รวมจำนวนทั้งสิ้น 10,053 ชิ้น จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
สอบถามคำให้การเบื้องต้น บุคคลที่พบในที่เกิดเหตุ แจ้งให้ทราบว่า เจ้าของ/หรือผู้ดูแลกิจการ เป็นนายทุนชาวต่างชาติ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการ แหล่งที่มาของสินค้า ผู้จัดหา ผู้จำหน่าย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> ผู้ว่าฯ อยุธยา ลงพื้นที่เสนา ติดตามสถานการณ์น้ำ เร่งประสานทุกภาคส่วนลดผลกระทบประชาชน–เกษตรกร
13.30 น. นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณตรงข้ามวัดหัวเวียง ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย พร้อมตรวจสอบสถานการณ์บ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น
ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มอัตราการระบายน้ำ ประกอบกับมีฝนตกในพื้นที่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น จึงได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันติดตามและบริหารจัดการสถานการณ์
ในส่วนของภาคการเกษตร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการเกษตร ให้สำรวจสถานการณ์การเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่ว่าได้ดำเนินการไปแล้วมากน้อยเพียงใด และมีพื้นที่ใดยังอยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยว เพื่อให้จังหวัดมีข้อมูลสถานการณ์ที่ชัดเจนและใช้ประกอบการประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรับทราบสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที
>> แผ่นดินไหว ที่จังหวัดพิษณุโลก
13.56 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุ แผ่นดินไหว ขนาด 1.9 ความลึก 1 กม. ภายในพื้นที่ของ ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ยังไม่มีรายงานการรับรู้แรงสั่นสะเทือน
>> ตำรวจ 191 สกัดเครือข่ายค้ายา ยึดไอซ์กว่า 300 กิโลกรัม
14.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. โดย กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายยาเสพติด รวบผู้ต้องหาชาย 2 ราย พร้อมยึดยาไอซ์ประมาณ 300 กิโลกรัม ,รถลากจูงคัน,โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง ,เงินสด จำนวน 46,300 บาท และสร้อยคอ ลักษณะคล้ายทอง 2 เส้น มูลค่ารวมประมาณ 70,000,000 บาท โดยจับกุมได้บริเวณ สถานีบริการน้ำมัน ถนนพระราม 2 ในพื้นที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
โดยแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”
พฤติการณ์สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมทำการสืบสวนขยายผลการจับกุมคดียาเสพติดรายใหญ่ที่ผ่านมา และได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวเพิ่มเติมว่า มีกลุ่มลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่กรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยใช้รถลากจูง พร้อมรถกึ่งพ่วงบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ เดินทางจากภาคใต้เข้ากรุงเทพฯ
กระทั่งเวลาประมาณ 00.20 น. ของวันที่ 20 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่พบรถลากจูง ลักษณะตรงตามที่ได้รับแจ้ง ขับขี่อยู่บนถนนพระราม 2 จังหวะรถเลี้ยวเข้าปั้ม จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่ผู้ต้องหาวิ่งหลบหนีไปบริเวณด้านหลังปั้มน้ำมัน แต่สามารถควบคุมตัวไว้ได้
ตรวจสอบพบยาเสพติด ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์ด้านหลังของรถบรรทุกหัวลากฯ จำนวนประมาณ 15 กระสอบ รวมน้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง แจ้งข้อกล่าวหา และแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาไปทำบันทึกจับกุม โดยจะทำการซักถามขยายผลถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> จับสองผัวเมีย ลักเงินพุ่มกฐินในร้านอาหาร ย่านไทรน้อย นนทบุรี
15.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ไทรน้อย ร่วมกันจับกุมตัว นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี อาชีพ เก็บของเก่าขาย และ น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ภรรยา พร้อมของกลาง รถจักรยานยนต์ จับกุมตัวได้ที่ เพิ่งพักแห่งหนึ่ง ต.ขุนศรี อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี
สืบเนื่องจากวันที่ 15 กันยายน 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุลักทรัพย์ และเงินทำบุญกฐิน ภายในร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง ต.ขุนศรี อ.ไทรน้อย จ.นทนทบุรี จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องสงสัยว่าจะกระทำความผิด เป็นชายหญิงคู่นี้ ซึ่งพักอาศัยที่ เพิงพักไม่มีเลขที่ ต.ขุนศรี อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ก่อนจะพบทั้ง 2 คนยืนอยู่หน้าบ้าน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม
ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายได้เมื่อเวลา 00.24 น. เดินมาบริเวณหน้าร้าน สวมเสืัอแขนยาว กางเกงขายาว สวมหมวกกันน็อกเต็มใบ จากนั้นปีนเข้าไปภายในร้านพยายามหาทางเข้าไปในห้องกระจก จากนั้นคนร้ายได้ปีนออกไปเดินอ้อมไปอีกทาง
กล้องวงจรปิดอีกมุมจับภาพคนร้ายได้เมื่อเวลา 00.24 น. สวมเสื้อแขนยาวสีดำ แถบที่แขนสีแดง สวมกางเกงขายาว สวมหมวกกันน็อกแบบเต็มใบ เดินเข้าไปภายในร้านเข้าไปลักทรัพย์
จากการสอบถาม นายเอ (นามสมมุติ) ผู้ต้องหา ให้การว่า ตนยอมรับว่าเข้าไปลักทรัพย์ที่ร้านนี้ 2 ครั้ง เป็นพุ่มผ้าป่า ครั้งแรกเข้าไปเอาเงิน 580 บาท เอาเงินไปเติมน้ำมัน ครั้งที่ 2 ได้ 100 กว่าบาท ไปกับแฟนสาว 2 คน ยอมรับว่าเสพยาเสพติด แต่ไม่ได่เสพมาหลายวันแล้ว และไม่เคยลักทรัพย์ที่อื่น ปัจจุบันมีอาชีพเก็บของเก่าขาย
ด้านเจ้าของร้านอาหารดังกล่าว กล่าวว่า วันที่เกิดเหตุคือตอนกลางคืน โดยตอนเช้าแม่ครัวโทมาถามว่าตนได้เก็บเงินไปหรืแเปล่า ซึ่งตนก็สงสัยจึงได้เปิดกล้องวงจรปิดดูจึงพบว่าคนร้ายเข้ามาลักเงินกฐินไป คนร้ายเข้ามา 2 ครั้ง วันแรกลักไป 800 กว่าบาท ครั้งที่ 2 ประมาณ 120 บาท พุ่มกฐินตนจะเก็บเข้าไปในร้านตอนกลางคืน แต่ประตูร้านปิดไม่สนิท คนร้ายขับรถจยย.มา 2 คน ตนอยากจะบอกว่าเงินที่คนร้ายลักไปเป็นเงินที่คนเขามาทำบุญ คนร้ายมีเจตนาไม่ดีอย่าทำเลยไปทำมาหากินดีกว่า
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการหลบหนี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ จากนั้นได้ควบคุม ส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> ก.อุตสาหกรรม เปิดปฎิบัติการ "ท็อปกัน" บุกโกดังจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าเถื่อน
15.59 น. กระทรวงอุตสาหกรรม โดยชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” สนธิกำลังกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสมุทรปราการ และตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ บุกทลายโกดังและร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าเถื่อน ยึดสายไฟ หลอดไฟ พาวเวอร์แบงค์ ไดร์เป่าผม เครื่องนวด และอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่มี มอก. รวมกว่า 4 หมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 32.5 ล้านบาท
นายนนธนัตถ์ บุนนาค โฆษกชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” พร้อมด้วยนายอัสลัม ปาทาน เลขานุการชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” เปิดเผยว่า “ปฏิบัติการเชิงรุกในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนจากการใช้สินค้า โดยให้เร่งปราบปรามสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโกดัง โรงงาน และศูนย์กระจายสินค้าที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ จึงได้สนธิกำลังกับ สมอ. CIB และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจร้านจำหน่ายและโกดังเก็บสินค้า 2 แห่ง ในจังหวัดสมุทรปราการ
แห่งแรกได้เข้าตรวจค้นบริษัทแห่งหนึ่ง ในตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ มีลักษณะเป็นฟูลฟิลเม้นท์ ที่รับคำสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แบบครบวงจร ตั้งแต่รับสินค้ามาเก็บไว้ในคลัง จัดสินค้าตามออเดอร์ แพ็คและส่งต่อให้บริษัทขนส่ง จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบสายไฟ ปลั๊กพ่วง เครื่องนวด แบตเตอรี่สำรอง ไฟแอลอีดี และไดร์เป่าผม ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่มีใบอนุญาตนำเข้า จำนวน 2,775 หน่วย มูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท
ส่วนแห่งที่ 2 เปิดเป็นร้านจำหน่ายหลอดไฟ อยู่ที่ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ จากการตรวจสอบภายในร้าน พบหลอดไฟแอลอีดี ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่มี QR Code วางจำหน่ายอยู่ภายในร้าน ซึ่งด้านหลังร้านมีโกดังขนาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบอุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่างเป็นจำนวนมาก ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และ QR Code รวมทั้งฉลากที่ระบุเป็นภาษาต่างประเทศทั้งหมด ได้แก่ หลอดไฟ LED หลอดยาว T8 , T5 อุปกรณ์แปลงไฟฟ้ากระแสสลับ และอุปกรณ์ขับหลอด จำนวน 38,386 หน่วย มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท
รวมปฏิบัติการในวันนี้ สามารถยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมจำนวนทั้งสิ้น 41,161 หน่วย มูลค่ารวมกว่า 32.5 ล้านบาท ส่งดำเนินคดีต่อไป
>> ไฟไหม้โกดังเก็บสินค้า ย่านคอกกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จนท.พร้อมรถดับเพลิงระดมฉีดน้ำควบคุม จนเพลิงสงบไม่ลุกลาม
16.20 น. สนง. ปภ.จังหวัดสมุทรสาคร ได้รับแจ้งจากเทศบาลตำบลคอกกระบือว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในสถานประกอบการแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลคอกกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร
ที่เกิดเหตุ พบว่าเพลิงลุกไหม้ภายในอาคารโกดังจัดเก็บสินค้า ซึ่งภายในมีสินค้าประเภทกระดาษและวัสดุอื่นๆ จัดเก็บอยู่ เพลิงได้ลุกไหม้สร้างความเสีบหายกว่า 70 % และไม่มีการลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง
ทางเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยรถน้ำ อ.เมืองฯ ทต.คอกกระบือ อปท.ข้างเคียง มูลนิธิและอาสาสมัคร ได้นำรถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ และอุปกรณ์กู้ชีพและกู้ภัย พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าดำเนินการระงับเหตุ โดยสามารถควบคุมเพลิงให้สงบเมื่อเวลาประมาณ 17.30 น.
ขณะที่เกิดเหตุ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนมูลค่าความเสียหายทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงาน ปภ.จังหวัดสมุทรสาคร ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่แล้ว
>> สกัดขบวนการขน "ยาบ้า" กว่า 7 ล้านเม็ด ซุกเครื่องปั่นไฟ อดค่าจ้าง 400,000 บาท
16.49 น. ตำรวจทางหลวงนครสวรรค์ ร่วมกับ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สืบสวนพบขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ มุ่งหน้าส่งลูกค้าในภาคกลาง โดยใช้กระบะบรรทุกของกลาง ส่วนเก๋งและรถอเนกประสงค์ทำหน้าที่นำทางและสำรวจด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบรถเป้าหมายทั้ง 3 คัน วิ่งตามกันเข้าพื้นที่ จ.นครสวรรค์ จึงวางกำลังสกัดตามจุดต่าง ๆ
โดยจุดแรก เจ้าหน้าที่เรียกตรวจรถอเนกประสงค์ที่ด่านตรวจ พบผู้ต้องหา 2 คน กำลังเปิดประชุมสายผ่านแอปฯไลน์ เพื่อรายงานเส้นทางและจุดตั้งด่านให้กับรถในขบวน จากนั้นสกัดกระบะ ตรวจพบตู้เครื่องปั่นไฟวางอยู่ท้ายรถ เมื่อเปิดตรวจภายในพบยาบ้าบรรจุในกระสอบ 19 ใบ รวมประมาณ 7.6 ล้านเม็ด น้ำหนักกว่า 684 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่ติดตามสกัดเก๋งซึ่งทำหน้าที่นำทางได้ที่บริเวณแยกต่างระดับทับกฤช พร้อมตรวจพบว่าคนขับมีหมายจับคดียาเสพติดติดตัว ปฏิบัติการครั้งนี้จับผู้ต้องหาได้รวม 4 คน ยึดยาบ้า 7.6 ล้านเม็ด กระบะ เก๋ง รถอเนกประสงค์ ตู้เครื่องปั่นไฟ และโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง
สอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดรับว่าร่วมกันลำเลียงยาบ้าจากพื้นที่ชายแดน โดยจะได้รับค่าจ้างรวม 400,000 บาท และได้รับเงินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าคนละ 40,000 บาท เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งตำรวจปราบปรามยาเสพติดดำเนินคดีและขยายผลตามกฎหมายต่อไป
>> พ่อค้าไก่ย่างขนลุก นอนพักใต้สะพานคล้ายใครมาสะกิด สุดท้ายพบศพโจรขโมยสายไฟนอนเสียชีวิตในป่าหญ้า
17.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูเดินทางเข้าตรวจสอบหลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบศพชายเสียชีวิต มาแล้วหลายวันอยู่ใต้เสาไฟส่องสว่าง บริเวณต่างระดับทางหลวง 345 ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จากนั้นจึงประสานแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร่วมตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุพบร่างของชาย อายุประมาณ 40 ปี สวมใส่เสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงวอร์มขายาวสีดำ สภาพศพเริ่มขึ้นอืด ข้างตัวพบกระเป๋าผ้าภายในบรรจุอุปกรณ์ช่างเช่น คีมตัดสายไฟ ไขควง ไฟฉายแบบสวมหัวและชะแลง รวมถึงสายสลิงที่มีร่องรอยถูกตัดกองไว้ โดยผู้เสียชีวิตนอนอยู่โคนเสาไฟส่องสว่างที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร และยังพบว่าลักษณะของโคมไฟ ร่วงหล่นลงมาอยู่ที่โคนเสา จากการตรวจสอบของทางแพทย์เวรพบว่าผู้เสียชีวิตเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 วันมีบาดแผลแตกที่บริเวณศีรษะ
นายวอ อายุ 63 ปี กล่าวว่า ตนและภรรยาขายไก่ย่างอยู่ริมทางใกล้ที่เกิดเหตุวันนี้ตนก็มาอาศัยหลับนอนกลางวัน แต่จู่ๆเหมือนมีอะไรมาสะกิดขาตน ตนจึงเอะใจเดินตามไปดู ก็เห็นเหมือนช่างไฟฟ้านอนเสียชีวิตอยู่ ตนจึงวิ่งไปตามเพื่อนมาช่วยดูก่อนที่เพื่อนจะโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งผ่านมาตนไม่เคยเดินเข้าไปลึกแบบนี้ แต่เป็นเพราะเหมือนใครมาสะกิดให้ตนเดินไปดูจึงพบว่ามีคนนอนเสียชีวิตจากไฟฟ้าดูดอยู่
นายสิทธิชัย สารพรม หัวหน้าหมวดทางหลวงบางบัวทองกล่าวว่า จากการคาดการณ์ผู้เสียชีวิตน่าจะมาทำการตัดสายสลิง จนทำให้ตัวโคมไฟขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านบนหล่นตกลงมาทับผู้เสียชีวิต การเสียชีวิต ไม่ได้ถูกไฟดูดเพราะเนื่องจากว่าสายไฟที่เสาต้นนี้ถูกตัดขโมยไปก่อนหน้าแล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้ที่มาก่อเหตุจะมาลักตัดสายไฟเพื่อนำไปปลอกเอาทองแดงและเอาอุปกรณ์ภายในของโคมไฟไปขาย โดยทางหมวดการทางพบว่ามีการถูกตัดสายไฟไปแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ต้น มีการแจ้งความไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุพร้อมกับสอบถามข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงไว้ โดยสันนิษฐานว่าผู้เสียชีวิตน่าจะมาทำการลักตัดสายไฟและสลิงเป็นเหตุให้โคมไฟขนาดใหญ่หล่นลงมาทับเป็นเหตุให้คนร้ายนี้เสียชีวิต จากนั้นจึงมอบผู้เสียชีวิตให้ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อชันสูตรต่อไป
>> “ทนายตั้ม” หอบแฟลชไดรฟ์ยื่น DSI ร้องสอบ “กัน จอมพลัง” ปมเว็บพนัน-เส้นทางการเงิน
17.18 น. นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เดินทางเข้ายื่นเอกสารและพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอให้ตรวจสอบนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” กรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยนำข้อมูลคลิปเสียงและวิดีโอที่อ้างว่าเป็นการเชิญชวนเล่นพนันออนไลน์ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินมอบให้เจ้าหน้าที่พิจารณา พร้อมขอให้ตรวจสอบธุรกรรมของบุคคลในครอบครัวและคนใกล้ชิด โดยมี น.ส.อรุณศรี วิชชาวุธ ผอ.กองบริหารคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง
นายษิทรา ระบุว่า คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊กแห่งหนึ่งและอ้างว่าเป็นคลิปตั้งแต่ปี 2019 โดยตนเชื่อว่าเสียงในคลิปคล้ายเสียงของ “กัน จอมพลัง” พร้อมขอให้อีกฝ่ายออกมาชี้แจงหากไม่ใช่เสียงของตัวเอง นอกจากนี้ยังนำข้อมูลเกี่ยวกับการขอรับบริจาคและเส้นทางการเงินในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชามอบให้ DSI ตรวจสอบ พร้อมระบุว่าต้องการให้ตรวจสอบบุคคลใกล้ชิดหลายราย รวมถึงประเด็นบ้าน รถยนต์ และธุรกรรมที่อ้างว่าอาจเชื่อมโยงกัน อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อมูลและคำกล่าวอ้างจากฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
>> พายุพัด ลมกระโชกแรง เพิงขายของพังเสียหาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จ.สมุทรปราการ
17.30 น. รับแจ้งจากศูนย์ดับเพลิงป้อมพระจุล ตรวจสอบเหตุลมพายุพัดเพิงขายปลาและผักริมทาง บริเวณสะพาน 3 ซอยคู่สร้าง ต.ในคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ
ที่เกิดเหตุเป็นเพิงพักโครงสร้างไม้ หลังคาเมทัลชีท ถูกลมกระโชกแรงพัดเสียหาย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นหญิง 1 ราย มีบาดแผลที่ศีรษะ
เจ้าหน้าที่นำส่ง โรงพยาบาล พระสมุทรเจดีย์ เป็นที่เรียบร้อย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือครับ พื้นที่รับผิดชอบ อบต.ในคลองบางปลากด
>> คอมมานโดบุก รวบพ่อเลี้ยงหื่นล่วงละเมิดเด็ก 10 ขวบ เจ้าตัวยังปากแข็งปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
19.30 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (กก.4 บก.ปพ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. และพ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. นำกำลังชุดสืบสวนติดตามจับกุม นายสอ (นามสมมุติ) อายุ 61 ปี ภูมิลำเนาชาวจังหวัดยโสธร ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน"กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีฯ" ตามหมายจับศาลอาญาพระโขนง ที่ จ.902/2569 ลงวันที่ 15 กันยายน 2569 หลังได้รับแจ้งว่าผู้ต้องหาหลบหนีมาอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ
คดีดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2567 ผู้ต้องหาได้กระทำอนาจารเด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) อายุ 10 ปี โดยขณะนั้นผู้ก่อเหตุได้อุ้มเด็กหญิงเอขึ้นมานั่งบนตัก ก่อนจะกระทำการล่วงเกินทางเพศ จากนั้นผู้ก่อเหตุ โดยเป็นการกระทำที่มีลักษณะล่วงเกินทางเพศต่อผู้เสียหาย เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบจากการกระทำของผู้ก่อเหตุ
โดยต่อมาเมื่อผู้เสียหายได้แจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ครูทราบ ครูจึงได้ประสานแจ้งเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้รับทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อให้เข้ามาดำเนินการช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้เสียหาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการนำตัวผู้เสียหายออกจากที่พักอาศัยเดิม เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในสถานที่ที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายต้องเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก และให้สามารถฟื้นฟูสภาพจิตใจ
ด้านผู้ต้องหาให้การเบื้องต้นว่า ตนได้เลี้ยงดูผู้เสียหายมาตั้งแต่เล็กๆ ประมาณ 1 ขวบได้ เนื่องจากตอนนั้นตัวผู้เสียหายอยู่ต่างจังหวัดและไม่มีใครเลี้ยงดู ตนจึงได้รับเลี้ยงเป็นพ่อเลี้ยง รักเหมือนลูกตัวเอง จนผู้เสียหายอายุ 10 ขวบ ผู้เสียหายเป็นคนนิสัยดื้อรัน มีดุบ้างอะไรบ้าง แต่ตนไม่เคยก่อเหตุทำอะไรผู้เสียหายเลย ตนคิดว่าแก่ไปจะให้ผู้เสียหายเลี้ยงดู ไม่คิดว่าผู้เสียหายจะแจ้งว่าตนล่วงละเมิดทางเพศ ขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> เหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยสุวินทวงศ์ 8/2 เสียหายวอดทั้งหลัง
01.23 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ ซอยสุวินทวงศ์ 8/2 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว โครงสร้างไม้หลังคาสังกะสี ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในบ้าน เพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งหลัง พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 10 ตารางวา รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้ไม่ทราบสาเหตุเนื่องจากเพลิงลุกไหม้เสียหายหมดทั้งหลัง ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชัน