วันที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 15:53 น.
อย. คุมเข้มปากกาลดน้ำหนัก "ยาควบคุมพิเศษ" จะใช้ต้องมีใบสั่งแพทย์ เริ่ม 15 ก.ย. 69
14 ก.ย. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แถลงข่าวเรื่อง “อย.เปิดมาตรการคุมเข้มยาควบคุมพิเศษกลุ่ม GLP-1 สกัดการลักลอบจำหน่ายผิดกฎหมาย” ว่า ยากลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists เช่น Liraglutide, Semaglutide เป็นยาชนิดฉีดที่ประชาชนมักรู้จักกันในชื่อ “ปากกาฉีดลดน้ำหนัก” มีข้อบ่งใช้ทั้งสำหรับรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และยาบางตำรับใช้ควบคุมน้ำหนักในผู้มีภาวะอ้วน แต่ปัจจุบันพบการนำไปใช้เพื่อลดน้ำหนักโดยไม่ได้รับการประเมินและดูแลจากแพทย์ รวมถึงการลักลอบจำหน่ายยาปลอม ยาที่ไม่ทราบแหล่งที่มา และการขายผ่านช่องทางออนไลน์
กระทรวงสาธารณสุขจึงออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ ฉบับที่ 58 กำหนดให้ ยากลุ่ม GLP-1 ชนิดฉีดเป็นยาควบคุมพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป การขายในร้านขายยาแผนปัจจุบันต้องมีใบสั่งแพทย์และส่งมอบยาโดยเภสัชกร เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการประเมินและใช้ยาอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
นอกจากนี้ อย. จะเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามการกระจายยากลุ่ม GLP-1 ผ่านระบบติดตามการกระจายยา (Track & Trace)
โดยในระยะแรกได้ขอความร่วมมือผู้รับอนุญาตนำหรือสั่งยาและผู้รับอนุญาตขายยากลุ่ม GLP-1 รายงานข้อมูลการจำหน่ายเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ติดตามเส้นทางยาได้ตั้งแต่การนำเข้า การจัดเก็บ การกระจาย จนถึงการจ่ายยาให้ผู้ป่วย และตรวจสอบย้อนกลับได้เมื่อพบความผิดปกติ ซึ่งจะช่วยป้องกันการรั่วไหลของยาออกนอกระบบ รวมถึงยาปลอมและยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ทั้งนี้ อย. อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขายและการกระจายยา ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
ภญ.สุภัทรา กล่าวอีกว่า อย.ขอยืนยันว่า เมื่อมีการยกระดับให้เป็นยาควบคุมพิเศษแล้ว ผู้ป่วยยังคงเข้าถึงยานี้ได้สะดวกเหมือนเดิม อย.ได้รับคำยืนยันจากบริษัทยาผู้นำเข้าว่าได้กระจายยาไปยังโรงพยาบาล คลินิก ร้านยาอย่างทั่วถึง ไม่ขาดแน่นอน พร้อมยินดียกระดับยากล่มุนี้ให้เป็น ยาควบคุมพิเศษ รวมทั้งยังให้ความร่วมมือทำมาตรการพิเศษในช่วงนี้ จัดทำสติกเกอร์ที่เราเรียกว่า Track& Trace ซึ่งเป็นระบบติดตามการกระจายยา เชื่อมข้อมูลกับฐานข้อมูล อย. เมื่อผู้ป่วยได้รับยาแล้ว สามารถสแกนเพื่อตรวจสอบว่า ยาที่ได้รับเป็นยาจริงหรือไม่ หากเป็นยาปลอมจะขึ้นแถบสีแดงหรือส้มแจ้งเตือน ขณะเดียวกันข้อมูลนี้ยังส่งไปถึง อย.และบริษัท ให้รู้ว่า มีการจ่ายยาที่จุดใดของประเทศ และในอนาคต อย.จะออกประกาศกำหนดให้ทุกบริษัทต้องทำสติกเกอร์ Track& Trace ในยากลุ่มนี้ทุกตัว สำหรับผู้ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ดังนี้
-หากร้านยาหรือสถานพยาบาล ขายยาควบคุมพิเศษโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ จำคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท
-กรณีนำยาไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับมาขาย หรือนำเข้ายาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน จำคุก ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท
- ส่วนการโฆษณาโดยไม่รับอนุญาตหรือโอ้อวดเกินจริง มีโทษปรับสูงสุด 100,000 บาท
ทั้งนี้ อย.มีเครือข่ายทั้ง ตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจนครบาล ดีเอสไอ ศุลกากร ที่จะจับกุมผู้ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะขายในรูปแบบใดก็ตาม เราสามารถตามสืบและจับกุมได้แน่นอน
ส่วนการตรวจจับผ่านออนไลน์ นั้น ภญ.สุภัทรา กล่าวว่า อย.มีความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ทุกกลุ่มในการติดตามเรื่องนี้ โดย อย.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะยากลุ่มนี้หากใช้ผิดหรือใช้ยาปลอมจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก หากใช้ยาเอง โดยใช้ขนาดไม่ถูกต้อง จะมีผลข้างเคียงทั้งคลื่นไส้ อาเจียน มีอาการโยโย่ น้ำตาลตกอย่างรวดเร็ว น้ำหนักลดโดยที่กล้ามเนิ้อและไขมันจะหายไปด้วย ดังนั้น จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้กำหนดขนาดยา และหากซื้อยาปลอมมาฉีดเข้าร่างกายก็จะยิ่งเป็นผลร้ายสุขภาพตนเอง กรณีอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์นั้น อย.ได้รับความร่วมมือจากสภาวิชาชีพต่างๆ เข้ามาดูแลด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ ผู้ทำผิดจรรยาบรรณก็ถูกลงโทษ ซึ่งก็ยอมรับว่า เราไม่สามารถจัดการได้ 100% แต่เราก็พยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งสถานการณ์ก็ดีขึ้นตามลำดับ