หน้าแรก > สังคม

รองปลัดดีอี ร่วมอภิปราย สัมมนาสาธารณะ “บูรณาการยุติธรรม ป้องกัน - ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ”

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 23:38 น.


รองปลัดดีอี ร่วมอภิปราย สัมมนาสาธารณะ “บูรณาการยุติธรรม ป้องกัน - ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ”

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนความเห็น เรื่อง “การป้องกันและปราบปรามองค์กรอาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามพระราชกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม” ในงานสัมมนาสาธารณะ เรื่อง “การบูรณาการผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูงเพื่อร่วมกันป้องกันแก้ไขปัญหา องค์กรอาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติ กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการนำเสนอแผนยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรม” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ณ ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ชั้น 7 สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี แบ่งได้เป็น 3 ด้านสำคัญ

1.ป้องกันก่อนเกิดเหตุ – ร่วมมือกับตำรวจ กสทช. ธนาคาร ผู้ให้บริการมือถือ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ปิดช่องทางหลอกลวง (ซิมม้า เบอร์ต้องสงสัย เว็บ/เพจปลอม โฆษณาหลอกลงทุน) ผ่านเครื่องมือ เช่น แอป DE-FENCE

2.หยุดความเสียหายให้เร็วที่สุดหลังเกิดเหตุ – ผ่านศูนย์ AOC 1441 บริการ 24 ชม. แบบ One Stop Service รับแจ้งเหตุ ประสานระงับธุรกรรม ติดตามเงิน และส่งต่อตำรวจ

3.เชื่อมโยงหน่วยงานและกฎหมาย – เนื่องจากข้อมูลกระจายอยู่หลายหน่วยงาน (มือถือ ธนาคาร ตำรวจ ปปง. แพลตฟอร์ม) กระทรวง DE ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมข้อมูลและประสานงานทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่รับแจ้งเหตุอย่างเดียว

ในการรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ต้องเปลี่ยนจาก “ต่างคนต่างทำ” สู่ “ทั้งระบบทำงานร่วมกัน” โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และทำให้ AOC 1441 เป็นมากกว่าสายด่วน แต่เป็น จุดเชื่อมการช่วยเหลือแบบ One Stop Service ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ หยุดความเสียหาย ติดตามเส้นทางเงิน ส่งต่อข้อมูล จนถึงการคืนเงินและเยียวยาประชาชน
ทั้งนี้ การวัดผลจากสิ่งที่ประชาชนได้รับ ไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงจำนวนสายที่รับหรือจำนวนบัญชีที่ระงับ แต่ต้องวัดว่า หลังแจ้งเหตุแล้วใช้เวลากี่นาทีจึงหยุดเงินได้ หยุดเงินและทรัพย์สินได้เป็นสัดส่วนเท่าใด ผู้เสียหายได้รับเงินคืนกี่ราย ใช้เวลานานเพียงใด และมีประชาชนสุจริตถูกระงับผิดพลาดกี่ราย

พร้อมทั้งได้เน้นย้ำว่า การทลายกำแพงระหว่างหน่วยงานไม่ได้หมายความว่า ทุกหน่วยงานต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาไว้ที่เดียว หรือทุกหน่วยงานต้องมีอำนาจเหมือนกัน แต่หมายถึงแต่ละหน่วยงานยังคงทำหน้าที่ของตนเอง โดยใช้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน มีกติกาเดียวกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน คือหยุดความเสียหาย ติดตามทรัพย์สิน และคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนให้เร็วที่สุดถ้าเงินของมิจฉาชีพเคลื่อนที่ได้ทันที ข้อมูลของภาครัฐก็ต้องเคลื่อนที่ได้ทันทีเช่นกันและไม่ว่าเงินของผู้เสียหายจะถูกเปลี่ยนเป็นเงินสด ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ สินทรัพย์ดิจิทัล หรือทรัพย์สินประเภทใด เงินนั้นต้องไม่หายไปจากสายตาของรัฐ ประชาชนควรเห็นประตูรับความช่วยเหลือเพียงบานเดียว แต่หลังประตูนั้นทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และตรวจสอบได้

 

ข่าวยอดนิยม