24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2569
>> จ.นนทบุรี รถกระบะตู้ทึบ เฉี่ยวชนหลวงตา ขณะเดินข้ามถนน ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส กู้ชีพ - กู้ภัยเร่งปั๊มหัวใจ ก่อนนำส่งโรงพยาบาล
06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง ได้รับแจ้ง ว่ามีอุบัติเหตุ รถกระบะเฉี่ยวชนพระภิกษุสงฆ์ และได้รับบาดเจ็บสาหัส ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ช่วงปากซอยชายน้ำจามจุรี ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
ที่เกิดเหตุ พบว่ามีประชาชนกำลังช่วยกันปั๊มหัวใจ พระภิกษุ อายุประมาณ 60- 7 0 ปี พระลูกวัด วัดบางไผ่ อ.บางบัวทอง ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพและกู้ภัยมาถึงและเร่งช่วยกันปั๊มหัวใจก่อนเคลื่อนย้ายนำตัวส่งโรงพยาบาลบางบัว ห่างออกไป พบรถกระบะตู้ทึบ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน กทม. จอดอยู่ สภาพมีร่องรอยเสียหายบริเวณด้านหน้ามุมขวาของรถ
สอบถามคนขับรถ กล่าวว่า ในขณะที่ขับรถมาพระท่านเดินลักษณะก้าวเร็วจากทิศทางฝั่งซ้ายเพื่อจะข้ามไปยังฝั่งขวา แต่เป็นระยะกระชั้นชิดทำให้ตนเองเบรกไม่ทันเป็นเหตุให้พุ่งชนอย่างแรง
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตรงจุดเกิดเหตุและสอบปากคำคนขับรถกระบะเพิ่มเติมอีกครั้ง
>> จ.ลพบุรี อุบัติเหตุหมู่ รถชนกัน 8 คัน บาดเจ็บ 6 ราย เจ้าหน้าที่กู้ชีพ - กู้ภัยเร่งช่วยเหลือและนำส่ง รพ.
07.51 น. รับแจ้งจาก หน่วยกู้ภัยพ้งไล้ 16 ลำนารายณ์ จังหวัดลพบุรี มีอุบัติเหตุ รถยนต์ชนกันหลายคัน มีผู้บาดเจ็บหลายราย ถนนหมายเลข 2089 บริเวณหน้าซอยท่ามะนาว 6 ใกล้เคียง สำนักงานตำบลลำนารายณ์ ในพื้นที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี
ที่เกิดเหตุ พบรถ 6 ล้อบรรทุกไม้ ฮีโน่ สีขาว ป้ายทะเบียน ลพบุรี, รถนั่งส่วนบุคคล นิสสัน สีขาว ป้ายทะเบียน กทม., รถกระบะ โตโยต้า สีขาว ป้ายทะเบียน อ่างทอง, รถกระบะ โตโยต้า สีทอง ป้ายทะเบียน อุทัยธานี, รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน ขอนแก่น, รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า สีขาว-ดำ ป้ายทะเบียน สมุทรสงคราม, รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า สีดำ ไม่พบป้ายทะเบียน และ รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า สีดำ ป้ายทะเบียน ชลบุรี
ตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 6 ราย โดยเป็นผู้ชาย 2 ราย, ผู้หญิง 2 ราย, เด็กชาย 1 และเด็กหญิง 1 ราย ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพ - กู้ภัยให้การช่วยเหลือและดำเนินการนำส่ง รพ.ชัยบาดาล ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้น อยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยบาดาล
>> นายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 ชมศักยภาพ F-16 ย้ำ พร้อมสนับสนุนกองทัพอากาศรับมือทุกสถานการณ์
10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางไปยังกองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา โดยขับเครื่องบินส่วนตัว Socata TBM 930 ด้วยตนเอง เพื่อตรวจเยี่ยมหน่วยบินทางยุทธวิธี พร้อมชมการสาธิตภารกิจทางอากาศของเครื่องบิน F-16 จำนวน 4 เครื่อง
นายกฯ ชื่นชมการปฏิบัติภารกิจบินขับไล่เพื่อปกป้องอธิปไตยและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพอากาศให้ดำรงศักยภาพในระดับสูงสุด เพื่อเป็นกำลังหลักในการพิทักษ์อธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ โดยมอบนโยบายสำคัญ ดังนี้
พัฒนาขีดความสามารถทางอากาศ เพื่อยกระดับศักยภาพการปฏิบัติการทางอากาศ ควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมและบุคลากรไทย, ยกระดับกิจการอวกาศเพื่อความมั่นคง พัฒนาระบบลาดตระเวนและเฝ้าระวังทางอวกาศ ผลักดันศูนย์ประสานงานการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางอากาศและอวกาศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม, บรรเทาสาธารณภัยและช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์, เชื่อมโยงกำลังรบ เร่งพัฒนา Tactical Data Link สู่ National Link สนับสนุนแนวคิด “One Team ทัพไทย” ให้ทั้ง 3 เหล่าทัพปฏิบัติการร่วมกันได้ และ พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มุ่งสู่ “การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ Made in Thailand และนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง
ภายหลังการเยี่ยมชมอากาศยานและยุทโธปกรณ์ นายกฯ รับฟังบรรยายสรุปภารกิจสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ ตลอดจนโครงการสำคัญของกองทัพอากาศ เพื่อประเมินความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ณ ฝูงบิน 103 กองบิน 1
>> กองทัพเรือสกัดขบวนการ ลักลอบนำแรงงานกัมพูชาข้ามแดน รวบ 15 ราย ยึดรถ 12 คัน พบเครือข่ายรับจ้างพาข้ามช่องทางธรรมชาติ
10.30 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี บูรณาการร่วมกับตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 115 ตำรวจทางหลวงจันทบุรี และสถานีตำรวจภูธรบ้านแปลง เข้าตรวจสอบความผิดปกติบริเวณฐานปฏิบัติการที่ 3 (ป่าไผ่) หมู่ 8 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยรวม 12 คัน พร้อมกลุ่มบุคคลชาวไทยและชาวกัมพูชาอยู่ในพื้นที่ เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบ บุคคลบางส่วนได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าตามภูมิประเทศ เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลังติดตามและสามารถควบคุมตัวได้รวม 15 ราย ประกอบด้วยชาวกัมพูชา 14 ราย เป็นชาย 10 ราย หญิง 4 ราย และชาวไทยซึ่งต้องสงสัยเป็นผู้นำพา 1 ราย พร้อมตรวจยึดรถยนต์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 12 คันไว้ตรวจสอบ
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า กลุ่มชาวกัมพูชาดังกล่าวเดินทางมาจากหลายจังหวัดในพื้นที่ตอนในของประเทศไทย อาทิ พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง โดยประสงค์เดินทางกลับประเทศกัมพูชา จึงติดต่อกลุ่มนายหน้าในประเทศไทยซึ่งอ้างว่าสามารถนำพาข้ามชายแดนผ่านช่องทางธรรมชาติได้ โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่าย รายละ 1,500 บาท เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำบันทึกการจับกุมและบันทึกการควบคุมตัวตามมาตรา 22 และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมขยายผลถึงบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป
โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การปฏิบัติครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนจันทบุรี–ตราด โดยกองทัพเรือยังคงมาตรการ "ปิดด่าน 100%" โดยเฝ้าระวังและปิดกั้นช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการบูรณาการข้อมูลและกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้า–ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย รวมถึงสกัดกั้นขบวนการนายหน้าหรือผู้นำพาที่แสวงหาประโยชน์จากการลักลอบข้ามแดน
>> รถพ่วงเฉี่ยวชนกับรถกระบะ กลางถนนสาย วังเหนือ - แม่ขะจาน มีผู้เสียชีวิตติดค้างในซากรถ จ.ลำปาง
11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังเหนือ รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุ รถพ่วงเฉี่ยวชนกับรถยนต์กระบะ และมีผู้บาดเจ็บติดค้างภายในยานพาหนะ ริมถนนสาย วังเหนือ - แม่ขะจาน กม.48-49 ใกล้เคียงศาลเจ้าพ่อเสือ ในพื้นที่ ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง
ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ อีซูซุ สีขาว ป้ายทะเบียน 4514 เชียงใหม่ ลักษณะพลิกหงายท้องอยู่ที่พงหญ้าข้างทาง ตรวจสอบพบว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย สภาพร่างติดค้างอยู่ภายในยานพาหนะ ทางเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ดำเนินการใช้เครื่องมือตัดถ่างงัดรถและนำร่างออกมา ตรวจสอบเอกสาร ทราบต่อมา เป็นชายไทย อายุประมาณ 50 - 55 ปี และใกล้กัน พบรถพ่วง ฮีโน่ ป้ายทะเบียน เชียงราย ลักษณะเสียหลักพุ่งลงข้างทางเช่นกัน โดยมี ชายไทย อายุ 43 ปี เป็นผู้ขับขี่
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังเหนือ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยวังเหนือ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและดำเนินการในพื้นที่ และดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐานและสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
>> ตร.ไซเบอร์ รวบอินฟลูเซ็กซี่ รับแปะลิงก์เว็บพนันอ้างช๊อตเงิน ไม่รอด ศาลฟันจำคุก 8 เดือน
11.28 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน บก.สอท.(ตำรวจไซเบอร์) ส่งชุดสืบสวนทำการตรวจสอบ พบการกระทำความผิดของบัญชีเฟซบุ๊กบัญชีหนึ่ง มีพฤติกรรมโพสต์วิดีโอคลิปหรือภาพแต่งกายแนวเซ็กซี่ของตนเองบนสตอรี่ พร้อมแนบลิงก์เข้าสู่เว็บไซต์พนันออนไลน์ เพื่อโฆษณาชักชวนให้ผู้ที่เห็นสตอรี่ดังกล่าวเกิดความสนใจเข้าเล่นการพนันทายผลฟุตบอลโลก ในห้วงการแข่งขันฟุตบอลโลกที่เพิ่งผ่านมา
ล่าสุด ตำรวจไซเบอร์ตามสืบสวนทราบว่าคือ นส.มอ (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี อินฟลูเอนเซอร์สายเซ็กซี่ ซึ่งมีผู้ติดตามเฟซบุ๊กกว่า 4 หมื่นคน และผู้ติดตามอินสตาแกรมกว่า 2.4 แสนคน โดยนส.มะปราง ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.สอท.1 ตามหมายเรียกผู้ต้องหา
เบื้องต้นเจ้าตัวรับสารภาพว่า ตนเองได้กระทำความผิดตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ทำการสืบสวนพบจริง โดยจำเป็นต้องรับโพสต์คอนเทนต์แปะลิงก์เว็บไซต์พนันออนไลน์เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้เงิน จึงได้ตัดสินใจรับทำเพื่อรับเงินจากผู้ที่ติดต่อว่าจ้างผ่านเฟซบุ๊กของตนเอง
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อหาในความผิดฐาน “ประกาศหรือโฆษณาชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้บุคคลอื่นเข้าเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน” ควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมาย
โดยล่าสุด ศาลแขวงดอนเมือง ได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษ จำคุก 8 เดือน ต่อมาจำเลย รับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุก 4 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง 4 เดือน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนฯ ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของ มะปราง จึงอยู่ระหว่างเร่งทำการสืบสวนขยายผลไปยังผู้ว่าจ้างและผู้ร่วมขบวนการในเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ดังกล่าวที่ได้ว่าจ้าง ให้โปรโมทเว็บไซต์พนันออนไลน์ เพื่อนำตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งขบวนการต่อไป
>> คดีโกงสอบท้องถิ่น ป.ป.ช.ลุยตรวจกระดาษคำตอบทั้ง 8 แสนใบ ยังไม่เจอหลักฐานโยงนักการเมือง คดีนี้ยังไม่เจอตอ
11.40 น. นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการตรวจสอบคดีทุจริตสอบท้องถิ่นว่า ภายหลัง ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ที่มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาร่วมด้วย ขณะนี้คณะทำงานอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน แต่พยานหลักฐานในคดีนี้ค่อนข้างเยอะ และแบ่งเป็นหลายกลุ่ม จึงต้องมีการกระจายกำลังทำงานในหลายพื้นที่ โดยสิ่งที่ทำคู่ขนานในขณะนี้คือ การตรวจกระดาษคำตอบ ซึ่งจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีกชุด เพื่อตรวจกระดาษคำตอบโดยเฉพาะว่า มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมากน้อยอย่างไร ส่วนกรอบระยะเวลาที่เคยตั้งไว้ 3-6 เดือน ยังเหมือนเดิม
นายเกียรติศักดิ์ ยังชี้แจงว่า การทำงานของ ป.ป.ช. ไม่ได้ล่าช้า หลังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานที่ต้องใช้เวลา อาจเป็นช่องที่ทำให้มีการทำลายหลักฐาน พร้อมระบุว่า ไม่น่าเป็นห่วง เพราะหากดูจากพยานหลักฐานแล้วนั้น มีการสอดรับเป็นเหตุเป็นผลกัน โอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงน่าจะเกิดได้ยาก เพราะฉะนั้นขอให้อดทนรอ ใจเย็นๆ เพราะ ป.ป.ช. ตั้งคณะทำงานค่อนข้างเยอะ และการยกคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากต้องการให้เห็นผลเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า จะมีขยายผลไปถึงนักการเมือง และรัฐมนตรีหรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ตั้งเป้าหมายถึงใคร แต่ในกระบวนการตรวจสอบ หากหลักฐานไปถึงใครก็สุดที่ตรงนั้น พร้อมยอมรับว่า ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่า มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงรัฐมนตรีหรือไม่
นายเกียรติศักดิ์ กล่าวด้วยว่า คดีนี้ว่าไปตามพยานหลักฐาน หากไปถึงใครก็คนนั้น เพียงแค่กระบวนการไต่สวนของป.ป.ช. ต้องได้พยานหลักฐานมาอย่างมั่นใจ มั่นคง รอบคอบว่าเกี่ยวข้องจริง แล้วจึงแจ้งข้อกล่าวหา ยืนยันว่า ไม่เคยเจอตอ
>> “รมว.ดีอี” ยืนยันเดินหน้า TH-AI Passport เริ่มลงทะเบียน 19 ส.ค. เปิดใช้งาน 31 ส.ค. นี้
13.10 น. นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ระบุว่า
ไม่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานโครงการ TH-AI Passport ซึ่งขณะนี้สำนักงานอัยการสูงสุดส่งเรื่องการทำสัญญาแนบท้ายกลับมาแล้ว โดยเตรียมเปิดทดสอบการลงทะเบียน วันที่ 19 ส.ค. และจะจัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการ วันที่ 28 ส.ค. และเริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ส.ค. นี้ โดยจะมีการแถลงข่าวแจ้งช่องทางการลงทะเบียนอย่างเป็นทางการอีกครั้งภายใน 1-2 วันนี้
ส่วนเงื่อนไขการรับสิทธิ์ ประชาชนที่จะลงทะเบียน ต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และต้องผ่านขั้นตอนการยืนยันตัวตน เพื่อป้องกันการใช้สิทธิ์ซ้ำและรักษาสิทธิ์ให้กับประชาชนชาวไทยอย่างทั่วถึง
ส่วนจะมีการขยายโครงการเพิ่มเติมหรือไม่นั้น เบื้องต้นขอประเมินผลโครงการในครั้งนี้ก่อน ว่าหลังจากได้ใช้ไปแล้ว จะมีผลออกมาเป็นอย่างไร จะต้องดำเนินการต่อหรือไม่ และอีกส่วน เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่อง AI จึงมองว่าเมื่อถึงเวลานั้นอาจจะต้องมาประเมินกันใหม่ เพื่อทำให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุด
>> รวบคาห้องพัก บนคอนโดฯ ย่านห้วยขวาง "เอเย่นต์ มังกรเทา" ลักลอบค้ายานรก
13.38 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)บุกคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ร่วมกันจับกุม นายฟอ (นามสมมุติ) สัญชาติจีน อายุ 43 ปี ความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือไอซ์) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าฯ และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุด”
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ได้รับแจ้งเบาะแสจากนักท่องเที่ยวชาวจีน ในกรุงเทพมหานคร ว่าในพื้นที่ห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร มีนักท่องเที่ยว ลักลอบจัดหาและขายยาเสพติดให้กลุ่มนักท่องเที่ยวด้วยกัน จึงได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน จนทราบว่าผู้กระทำความผิดดังกล่าว คือ นายฟอ คนนี้มีพฤติกรรม ขายยาไอซ์ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีนในกรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังพบว่านายฟอ เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) จึงได้ดำเนินการขออนุมัติหมายค้น ศาลอาญา เข้าตรวจค้นที่พัก พบยาไอซ์ รวม 15 ถุง น้ำหนักรวมกว่า 80 กรัม, เครื่องชั่งน้ำหนัก และโทรศัพท์มือถือของกลาง รวม 20 รายการ
จากการซักถามนายฟอ ให้การว่าตนมีรายได้จากการรับเป็นผู้ประสานงานให้กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ประมาณ 1 ปีกว่า จึงอาศัยโอกาสจากการที่ได้พบปะนักท่องเที่ยวจีน เป็นช่องทางในการปล่อยจำหน่ายยาไอซ์ให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการ โดยยาไอซ์ในครอบครอบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดไว้กว่า 80 กรัมนั้น นายฟอ ได้ซื้อมาจากคนไทย ในราคา 200,000 บาท เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนถูกจับกุม เพื่อนำมาแบ่งจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครจริง
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่ายังเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ฐาน “ลักลอบค้ายาเสพติด” จากการลักลอบจำหน่าย ยาไอซ์ให้กับชาวจีนขณะเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2568 โดยได้ติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันและมีการนัดรับยาเสพติดที่คอนโดมิเนียมที่มีการจับกุมในครั้งนี้อีกด้วย
>> จ.ชลบุรี ตำรวจกองปราบฯ รวบตัวบงการแก๊งสแกมเมอร์ ฟอกเงินเทา กว่า 8.8 ล้านบาท หนีซุกไทย
14.58 น. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) จับกุมผู้ต้องหาชาวจีน 1 ราย อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ฐาน “ฉ้อโกงและฟอกเงิน” และความผิดในราชอาณาจักรไทย ฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุด” โดยจับกุมได้ ณ คอนโดมีเนียมแห่งหนึ่งในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม ร่วมกับศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สืบสวนติดตามผู้ต้องหารายนี้ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง สั่งการ และจัดสรรให้กลุ่มบุคคลอื่นนำบัตรธนาคารไปใช้ตระเวนกดเงินและโอนย้ายเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด ตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ฐาน “ฉ้อโกงและฟอกเงิน” โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ผู้ต้องหารายนี้ได้เดินทางมาพบกับหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการในประเทศไทย เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานสั่งการขบวนการสแกมเมอร์
โดยผู้ต้องหารายนี้ ได้ให้ผู้ร่วมขบวนการ ทำการสลับบัญชีธนาคารส่วนตัวของผู้ร่วมขบวนการคนอื่น เพื่อใช้เป็นบัญชีธนาคารสำหรับรับเงินที่ฉ้อโกงมาได้ หลังจากนั้นได้สั่งการให้อีกคน ตระเวนลักลอบถอนเงินที่ได้มา ออกจากบัญชีธนาคาร และทำการฟอกเงิน รวมมูลค่าความเสียหายที่หมุนเวียนในขบวนการดังกล่าวกว่า 1.8 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทย กว่า 8.8 ล้านบาท และก็ได้หลบหนีมาซุกซ่อนอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากรู้ตัวว่าตนตกเป็นผู้ต้องหา กำลังจะถูกออกหมายจับจนไม่สามารถพำนักอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ จึงได้หลบหนีออกนอกประเทศก่อนถูกออกหมายจับ โดยใช้เส้นทางการหลบหนีไปยังประเทศญี่ปุ่น ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา
จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น รับภาพสารตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่าตนได้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานสำหรับฟอกเงินที่ได้มาจากขบวนการสแกมเมอร์ และหลบหนีหมายจับจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาหลบซ่อนตัวอยู่ในราชอาณาจักรไทยจริง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวและนำส่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการส่งตัวกลับสาธารณรัฐประชาชนจีน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> ลูกทรพี ทาสยา - ป่วยจิต เกิดคลั่งทำร้ายแม่บังเกิดเกล้า เสียชีวิตคาป่าหลังบ้าน จ.กาฬสินธุ์
16.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สหัสขันธ์ ได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกาย และมีผู้เสียชีวิต ในพื้นที่ บ้านนามน ตำบลโนนแหลมทอง อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
ในที่เกิดเหตุ เป็นบริเวณป่าหลังบ้านพัก เจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุประมาณ 70 ปี สภาพนอนจมกองเลือด โดยมีบาดแผลจากการถูกอาวุธมีดแทงตามร่างกายหลายแห่ง สร้างความสลดใจแก่ชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้ก่อเหตุ เป็นชายไทย อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นลูกชายของผู้เสียชีวิต หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเข้าปิดล้อม และจับกุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
เบื้องต้น ทราบว่า ผู้ก่อเหตุ มีประวัติเป็นผู้ป่วยจิตเวชและมีพฤติกรรมเสพยาบ้า ก่อนเกิดเหตุคาดว่าอาการป่วยกำเริบร่วมกับฤทธิ์ของยาเสพติด จนเกิดอาการคลั่งขาดสติ และใช้อาวุธมีดทำร้ายแม่บังเกิดเกล้า จนเสียชีวิตดังกล่าว
การสอบปากคำ ในช่วงแรกของการควบคุมตัว ผู้ก่อเหตุยังคงอยู่ในสภาวะสับสน ให้การวกไปเวียนมา ไม่สามารถจับใจความได้
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหานำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สหัสขันธ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานแพทย์เวรและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าชันสูตรพลิกศพและเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุอย่างละเอียดต่อไป
>> ตร.ลับแล ลุยค้นล้งทุเรียน บุกจับกลุ่มวัยรุ่น ควงปืนโพสต์ขู่ โชว์โซเชียล
16.34 น. พ.ต.อ.เจริญ แดงเรือง ผกก.สภ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ พร้อมด้วยนายจำลอง ยาอยู่สุข ผู้บังคับกองร้อยรักษาดินแดง จ.อุตรดิตถ์ และนายอิทธิศักดิ์ ต๊ะคำ ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอลับแล สนธิกำลังตำรวจและฝ่ายปกครอง นำหมายศาลเข้าปิดล้อมตรวจค้นล้งทุเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลแม่พูล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ หลังสืบทราบว่าเป็นสถานที่พักอาศัยของกลุ่มวัยรุ่นที่โพสต์ภาพอาวุธปืนลงสื่อสังคมออนไลน์
สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ มีบัญชีผู้ใช้สื่อออนไลน์ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า "แฝงตัวมาตั้งนาน สุดท้ายเผยจนได้" โดยในภาพปรากฏกลุ่มชายแต่งกายคล้ายทหาร ถืออาวุธลักษณะคล้ายปืนสงคราม เอ็ม 16 รวมถึงภาพชายถอดเสื้อ ลายสักเต็มตัว พกอาวุธปืนลูกซองสั้นไว้ที่เอว และภาพกลุ่มชาย 3 คน ถือปืนลูกโม่และปืนลูกซองสั้นโชว์กร่างลงในโลกออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการข่มขู่ สร้างความหวาดกลัวและพรั่นพรึงให้แก่ประชาชนผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก
จากการเข้าตรวจค้นภายในล้งทุเรียนดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางได้หลายรายการ ได้แก่ บุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 6 ตัว น้ำกระท่อมผสมยาแก้ไอ จำนวนหนึ่ง ปืนบีบีกัน (BB Gun) จำนวน 2 กระบอก ยาบ้า (ยาเสพติดให้โทษประเภท 1) จำนวน 4 เม็ด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นรถยนต์กระบะสีเทา ที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าว พบอาวุธปืนลูกซอง จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนลูกซอง จำนวน 1 กล่อง และกระสุนปืนแยกนอกกล่องอีกจำนวนหนึ่ง
จากการตรวจสอบเบื้องต้น อาวุธปืนลูกซองดังกล่าวเป็นปืนที่มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เพียงแต่อาวุธปืนไม่ได้เก็บรักษาไว้ตามสถานที่ที่ได้แจ้งจดทะเบียนไว้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจปัสสาวะผู้ต้องสงสัยรวม 5 ราย พบมีสารเสพติด (ปัสสาวะสีม่วง) 1 ราย
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ลับแล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหา “พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต มีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ทางตำรวจจะทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมอย่างเด็ดขาดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
>> นายกรัฐมนตรี สั่ง 3 ฝ่ายเร่งถกหาทางออกคุมเข้มอาวุธปืน ต้องแก้รายละเอียด หลังกระทบนักกีฬายิงปืน
16.53 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งกรมการปกครอง การกีฬาแห่งประเทศไทย และ สมาคมกีฬายิงปืน ร่วมกันแก้ปัญหาผลกระทบจากนโยบายควบคุมอาวุธปืน หลังมีข้อร้องเรียนว่ามาตรการเข้มงวดส่งผลต่อการฝึกซ้อมและการแข่งขัน พร้อมยืนยันว่าจะมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเพิ่มเติม โดยเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมกำหนดรายละเอียดให้เหมาะสม
นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลจะเปลี่ยนรูปแบบการมอบรางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจากการมอบปืน เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลในการควบคุมอาวุธปืน พร้อมย้ำว่าการกำหนดมาตรการต้องคำนึงถึงรายละเอียดของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม และอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ในการนำอาวุธไปใช้ทำร้ายผู้อื่น
ส่วนกรณีตำรวจบางส่วนสะท้อนว่าการทำงานยาก นายกฯ ระบุว่าเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่ต้องวางยุทธศาสตร์ แผนงาน และวิธีปฏิบัติ พร้อมย้ำว่าเมื่อเกิดเหตุความมั่นคง รัฐบาลจะสั่งการให้ฝ่ายปกครองและตำรวจดำเนินการอย่างเต็มที่ และเมื่อจับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว ต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
>> โฆษก ตม.3 เตือน ระวังมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ตม. แนะขอดูบัตรประจำตัว ถ่ายคลิป หากมีข้อสงสัยให้ตรวจสอบกับหน่วยงานราชการในพื้นที่
17.00 น. ที่ บก.ตม.3 พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.3 ในฐานะโฆษก บก.ตม.3 เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 ได้สั่งการ ผกก.ตม.จว.ระยอง ประสาน สภ.หนองกรับ ร่วมกันสืบสวนติดตามเรื่องนี้เพื่อดำเนินการตามกฏหมาย อย่างเร่งด่วน เนื่องจากพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ข่มขู่เพื่อให้ผู้เสียหายเกิดความเกรงกลัว ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์
จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนและชาวต่างชาติว่า หากมีบุคคลแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้ามาตรวจสอบ ประชาชนมีสิทธิขอให้ผู้ปฏิบัติแสดงบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ เพื่อยืนยันชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง และหน่วยงานต้นสังกัด อาจถ่ายภาพ ถ่ายคลิปวิดีโอ ขณะปฏิบัติหน้าที่หรือสังเกตและจดจำรายละเอียดของบุคคล รถยนต์ หรือข้อมูลอื่นที่สามารถใช้ตรวจสอบได้ ยืนยันว่าหน่วยงานไม่มีนโยบายไปขอรับบริจาค หรือขายบัตรการกุศลแต่อย่างใด
พ.ต.อ.ปริญญา กล่าวต่อว่า สำหรับชาวต่างชาติที่พักอาศัยหรือทำงานอยู่ในประเทศไทย หากไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ควรติดต่อบุคคลที่ไว้ใจได้ นายจ้าง ผู้ดูแลที่พัก หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ควรยินยอมจ่ายเงินให้แก่บุคคลที่กล่าวอ้างว่าจะสามารถช่วยเหลือเรื่องการตรวจสอบ การจับกุม หรือการดำเนินการใดๆโดยไม่มีหลักฐานหรือขั้นตอนของทางราชการ นอกจากนี้ ประชาชนสามารถขอดูบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ และนำชื่อ–นามสกุลไปตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน “Police Care” ในฟังก์ชัน “ตรวจสอบตำรวจปลอม” เพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงหรือไม่ หากยังมีข้อสงสัยสามารถสอบถามไปยังหน่วยงานต้นสังกัดหรือสถานีตำรวจในพื้นที่ได้โดยตรง
โฆษก ตม.3 กล่าวอีกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อนำไปใช้ข่มขู่ หลอกลวง หรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เนื่องจากนอกจากจะสร้างความเสียหายแก่ประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะกรณีที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้เสียหาย ซึ่งทุกหน่วยจะบูรณาการร่วมกันตรวจสอบ ติดตาม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ที่บ้านนาหว้า จ.ขอนแก่น เสียหายวอดหมดทั้งหลัง
17.30 น. รับแจ้งจาก กู้ภัยสว่างขอนแก่นฯ จุดบริการภูเวียง ตรวจสอบเหตุ เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ บ้านนาหว้า หมู่ที่ 9 ต.นาหว้า อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น
ที่เกิดเหตุ ลักษณะเป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ เพลิงได้โหมลุกไหม้รุนแรง พบว่าไฟได้ลุกลามไหม้ชั้นสองจนหมดและยังมีไฟที่ยังคงลุกอยู่ เจ้าหน้าที่พร้อมด้วยรถดับเพลิง จึงได้ทำการ ระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงร่วมกับ อบต.นาหว้า และเทศบาลภูเวียงจนเพลิงไหม้ลดลง และเพลิงสงบลงในเวลาต่อมา ขณะเกิดเหตุยังไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
จากการที่สอบถาม เจ้าของบ้าน บอกว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้กลิ่นเหมือนควันไฟหลังจากนั้นไฟได้ลุกขึ้น เลยรีบวิ่งออกจากตัวบ้านและประชาชนใกล้เคียงได้ช่วยกันดับไฟเบื้องต้น แต่ไม่สามารถควบคุมได้ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ ในกรณีนี้ยังไม่สรุปว่าต้นเหตุเพลิงไหม้เกิดจากอะไร ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ภูเวียง จะดำเนินการตรวจสอบอีกครั้ง