วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 23:15 น.
“พิพัฒน์” หารือเอกอัครราชทูตสวิสฯ หนุนไทยเดินหน้าพัฒนาระบบราง ลดคาร์บอน - ลดต้นทุนขนส่ง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมต่อยอดความร่วมมือคมนาคมสีเขียว
(24 กรกฎาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับ H.E. Mr. Pedro Zwahlen (นายเปโดร สวาห์เลน) เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและอำลาตำแหน่ง พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งสีเขียว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบราง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่ง โดยมี นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เข้าร่วม ณ ห้องรับรอง ชั้น 1 อาคาร 1 กระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยและสมาพันธรัฐสวิสมีความสัมพันธ์ทางการทูตมายาวนานกว่า 95 ปี และมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านการคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการขนส่งของประชาชน
ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งให้ได้ 41 ล้านตันคาร์บอน หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของเป้าหมายประเทศ ภายในปี ค.ศ. 2030 เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยการส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะและการพัฒนาระบบรางให้เป็นแกนหลักของการเดินทางและการขนส่งสินค้าของประเทศ ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคม
ในการหารือครั้งนี้ ฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์ได้สะท้อนถึงความสำเร็จของประเทศในการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและการบริหารจัดการโลจิสติกส์แบบ Mode Shift หรือการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการขนส่งทางถนนถึง 3 - 5 เท่า และยังช่วยลดต้นทุนการขนส่งต่อตันต่อกิโลเมตรได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมแสดงความพร้อมในการสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี หากประเทศไทยมีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งเพิ่มเติมในอนาคต
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลสมาพันธรัฐสวิสที่ให้ความร่วมมือกับภาคเอกชนของไทยในการดำเนินโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางสาธารณะเป็นรถโดยสารไฟฟ้า (Bangkok E-Bus Programme) จำนวน 3,100 คัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตได้รวมกว่า 500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2573 อันเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนคมนาคมสีเขียวของประเทศไทย
นายพิพัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมพร้อมเปิดรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายความร่วมมือกับสมาพันธรัฐสวิสในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ การพัฒนาระบบราง และการส่งเสริมกลไกคาร์บอนเครดิตในภาคการขนส่ง เพื่อร่วมกันสร้างระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศต่อไป
