หน้าแรก > สังคม

24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เวลา 05:37 น.


24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 23 กรกฎาคม 2569


>> รถจักรยานยนต์ชนเข้าท้ายรถกระบะที่จอดไหล่ทาง มีผู้เสียชีวิต 1 รายกลางถนนสายนครพนม - ท่าอุเทน จ.นครพนม

07.30 น. พ.ต.ต.จำรัส ศรีหาตา พนักงาน สอบสวน สภ.เมืองนครพนม ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนกับรถกระบะ และมีผู้เสียชีวิต บนถนนหมายเลข 212 เส้นทางนครพนม - ท่าอุเทน ฝั่งขาเข้าเมือง ใกล้เคียงปั๊มน้ำมัน ในพื้นที่ ท่าควาย อ.เมือง จ.นครพนม

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ ป้ายทะเบียน นครพนม ล้มคว่ำสภาพหน้ารถพังเสียหาย และพบร่างของผู้เสียชีวิต เป็นชายไทย 1 ราย ชาวบ้าน ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม ใกล้กันพบรถกระบะ สีขาว ป้ายทะเบียน ชลบุรี จอดอยู่ไหล่ทาง สภาพท้ายรถฝั่งขวา มีร่องรอยการชนเสียหาย

เบื้องต้น สันนิฐานว่า ผู้เสียชีวิตขับขี่รถ จยย มาตามถนน จะเข้าเมือง เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ มีอุบัติรถบรรทุกวัว เสียหลักลงข้าง ผู้ขับขี่อาจจะมองดูและไม่ทันสังเกตเห็นรถกระบะที่จอดอยู่ข้างทาง จึงเป็นเหตุให้ รถชนท้ายกระบะ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ


>> พบร่างชายป่วยจิตเวช เสียชีวิตที่ทุ่งนา หลังสุนัขคาบชิ้นส่วนมนุษย์พร้อมนาฬิกาข้อมือ มาทิ้ง ญาติยืนยันเป็นบุคคลที่สูญหาย จ.สุรินทร์

09.30 น. พ.ต.อ.คารม บุญสด ผู้กำกับการ สภ.รัตนบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แพทย์เวร และหน่วยกู้ภัย ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุ หลังจากที่ ชาวบ้านแจ้งว่าพบชิ้นส่วนคล้ายมือมนุษย์สวมใส่นาฬิกาข้อมือ ถูกสุนัขคาบมาทิ้งบริเวณทุ่งนา พื้นที่ตำบลแก อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.69

จากการกระจายกำลังค้นหาบริเวณโดยรอบ เจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย อยู่ห่างจากจุดพบชิ้นส่วนประมาณ 200 เมตร เบื้องต้นญาติระบุว่า นาฬิกาข้อมือที่ติดอยู่กับชิ้นส่วนดังกล่าว ตรงกับของ ชายไทย อายุ 48 ปี เป็นผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งหายออกจากบ้านตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา และญาติได้แจ้งคนหายไว้ก่อนหน้านี้

ผลการชันสูตรเบื้องต้นของแพทย์และพนักงานสอบสวน ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายหรือการต่อสู้ ญาติไม่ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงมอบร่างผู้เสียชีวิตให้หน่วยกู้ภัยนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ขณะที่สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด จะมีการตรวจสอบและสรุปผลตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


>> เพลิงไหม้รถแท็กซี่ บนทางพิเศษโทลล์เวย์

09.47 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ สถานที่เกิดเหตุ ตรงข้ามบริษัทบริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นรถยนต์รับจ้างสาธารณะ ชนิดเก๋ง รถแท็กซี่ สีเหลือง หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร รถใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง เพลิงลุกไหม้เสียหายเฉพาะห้องเครื่องยนต์ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทางยกระดับอุตราภิมุขใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการระบายความร้อน

ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจาก ไฟฟ้าลัดวงจรที่สายไฟภายในห้องเครื่องยนต์ ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยดอนเมือง


>> นายกฯ ประชุม คตท. ครั้งแรก เดินหน้าปราบสินบน ชูนโยบาย “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” แก้ปัญหาเรียกรับผลประโยชน์ภาครัฐ

10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมรับทราบหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 และรับทราบแผนงานของคณะทำงาน Zero Corruption และโครงการ "เพื่อน ไม่ทน" เพื่อยกระดับการให้บริการภาครัฐมีประสิทธิภาพ สะดวก มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้หรือรับสินบน การทุจริต และประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเป็นระบบ และเห็นชอบข้อเสนอโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ และมาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด พร้อมให้นำเสนอ ครม. พิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป


>> เตรียมฝากขังเบิร์ด ยืนยันแซม ฆ่ายัดถังถ่วงน้ำ ทำใจถูกจับร่วมก่อเหตุ

11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ สภ.บางบัวทอง พนักงานสอบสวนได้นำตัว นายเบิร์ด อายุ 37 ปี มาสอบปากคำเพิ่มเติม โดยผู้ต้องหารให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และยืนยันว่า นายแซม เป็นคนเรียกให้มาช่วยอำพรางศพ

ระหว่างสอบปากคำ นายเบิร์ด มีสีหน้าเครียดเล็กน้อย ระหว่างควบคุมตัว นายเบิร์ด กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า วันเกิดเหตุ นายแซม ให้ตนไปซื้อของ และช่วยอำพรางศพ ตนยืนยันว่านายแซมเป็นคนยิง ซึ่งตนให้การกับตำรวจไปตอนแรกเพื่อเปิดโปงเรื่องนี้ตนก็คิดไว้แล้วว่าตนจะถูกจับด้วย ตนทำใจไว้แล้ว และไม่กังวลว่าจะถูกจับ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไว้ ระหว่างรอนำตัวส่งฝากขังศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อดำเนินคดีต่อไป


>> รวบเมียโหด ร่วมผัวน้อยปาดคอผัวหลวง ซุกตัวอยู่ในรถสิบล้อ หนีคดีนาน 19ปี

11.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุม นางปอ(นามสมมุติ) อายุ 50 ปี ฐาน “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น”โดยจับกุมได้หน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ย่านรองเมือง เขตปทุมวัน กทม.

พฤติการณ์ ก่อนเกิดเหตุ นายเก (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ทราบว่า นางปอ ภรรยาของตน ลักลอบคบหากับนายจอ ในลักษณะชู้สาว จึงเข้าไปต่อว่านายจอ กระทั่งเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ต่อมาเดือน ก.ย.2550 นายจอ และนางปอ ได้ร่วมกันวางแผนโทรศัพท์นัดนายเก ไปรับประทานข้าวต้ม เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ตกลงกันไม่ได้มีการโต้เถียงกันขึ้นนายจอโมโห ใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของนายเก ล้มลง ก่อนใช้อาวุธมีดแทงและปาดบริเวณลำคอ โดยมีนางปอ ช่วยจับ หลังก่อเหตุและคิดว่านายเกเสียชีวิตแล้ว จึงพากันหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองตรุด จ.ตรัง เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่านายเก ยังคงมีสัญญาณชีพ จึงเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

ภายหลังสามารถตามจับนายจอได้ โดยได้รับโทษจำคุกและพ้นโทษออกมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว ส่วนนางปอยังคงหลบหนีนานกว่า 19 ปี กระทั่งตำรวจกองปราบตามจับได้ โดยนางปอจะอาศัยนอนในรถบรรทุกสิบล้อของบริษัท ซึ่งสามีคนปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานขับรถอยู่ แต่นางปอยังคงให้การปฎิเสธข้อหา ก่อนตำรวจจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองตรุด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> คนร้ายสวมไอ้โม่ง รัวยิงหัวหน้าคุมงานทำถนน เสียชีวิตข้างรถแบคโฮ ที่บันนังสตา พบปลอกกระสุนอาวุธสงครามเพียบ ผู้การตำรวจฯ ยะลา สั่งไล่ล่าจับกุม

11.57 น. ร.ต.ท.เรืองกูล สุขสวัสดิ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บันนังสตา ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงหัวหน้าคุมงานโครงการขยายถนน บริเวณบ้านดาแลแป หมู่ที่ 6 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา

ในที่เกิดเหตุบริเวณ ริมถนนภายในหมู่บ้าน พบรถแบคโฮจอดอยู่ ใกล้กันพบร่าง นายณรงค์ อายุ 48 ปี ภูมิลำเนาชาว อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช หัวหน้าคุมงานขยายถนนของบริษัทเอกชน นอนเสียชีวิตในลักษณะคว่ำหน้าจมกองเลือด สภาพศพถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่บริเวณศีรษะและแผ่นหลังหลายนัด

จากการตรวจพิสูจน์หลักฐานในจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนสงครามขนาด 5.56 มม. จำนวน 4 ปลอก และปลอกกระสุนปืน AK-47 (อาก้า) จำนวน 3 ปลอก ตกอยู่ จึงได้บันทึกและเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำไปตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป 
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ขณะที่นายณรงค์กำลังปฏิบัติหน้าที่ควบคุมงานอยู่บริเวณด้านหลังรถแบคโฮ ได้มีคนร้ายจำนวน 2 คน สวมหมวกไอ้โม่งปิดบังใบหน้า ขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียนเข้ามาประกบ ก่อนใช้อาวุธปืนสงครามกระหน่ำยิงใส่นายณรงค์จนเสียชีวิตทันที จากนั้นคนร้ายได้เร่งเครื่องหลบหนีไปตามเส้นทางมุ่งหน้า อ.ธารโต จ.ยะลา โดยอาศัยความชำนาญในพื้นที่

ต่อมา พล.ต.ต.กองอรรถ สุวรรณขำ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สนธิกำลังปิดล้อมพื้นที่ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี เพื่อเร่งแกะรอยติดตามตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีอย่างกระชั้นชิด พร้อมกำชับให้เพิ่มความระมัดระวังในการดูแลความปลอดภัย ยกระดับการเฝ้าระวังทั้งฐานปฏิบัติการและสถานีตำรวจเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์

ส่วนสาเหตุของการก่อเหตุในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด โดยยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งจะต้องรอผลการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานอย่างเป็นทางการอีกครั้ง


>> เปิดปฏิบัติการ "OPERATION 90 DAYS" พิฆาตยาเสพติด กทม. เดินหน้าขยายผลยึดทรัพย์-กวาดล้างผู้ค้ารายใหญ่

12.50 น. สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ บช.น. บช.ปส. กรมคุมประพฤติ และกรมราชทัณฑ์ เปิดปฏิบัติการ "OPERATION 90 DAYS" (1 ก.ค. - 30 ก.ย. 69) เดินหน้ากวาดล้างและแก้ไขปัญหายาเสพติดเชิงรุกในพื้นที่กรุงเทพฯ มุ่งเน้น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปราบปรามขยายผลยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายรายใหญ่, ตรวจเข้มสถานบริการกลุ่มเสี่ยง, ปิดล้อมตรวจค้นจับกุมผู้ค้ารายย่อยพร้อมนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัด และการประสานฐานข้อมูลผู้ถูกคุมประพฤติ/ผู้พ้นโทษเพื่อสืบสวนขยายผล โดยเน้นย้ำว่าพื้นที่ กทม. ไม่ใช่แหล่งผลิต แต่เป็นจุดพักคอยและกระจายยาเสพติดที่ลำเลียงมาจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

​พร้อมกันนี้ ได้เร่งขยายผลคดีระดับสากล โดยเฉพาะกรณีจับกุมแก๊งข้ามชาติชาวจีนและเวียดนามที่มักใช้คนไทยเป็นเครื่องมือ รวมถึงความคืบหน้าคดี "ลูกเรือสาว" ถูกจับยาเสพติดที่ออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบัน ป.ป.ส. ได้ส่งข้อมูลประสานทางการออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างการเจรจาขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อติดตามจับกุม "น.ส.จอ" (นามสมมุติ) ซึ่งหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และได้รับการยืนยันว่ามีความสัมพันธ์เป็นลูกสะใภ้ของ พ.อ.จะลอโบ่ ผู้นำกองกำลังมูเซอ โดยจะใช้กระบวนการเจรจาทางการทู ตเนื่องจากไม่มีความร่วมมือทางอาญา (MLAT) กับประเทศเมียนมา


>> เสนาธิการทหารบก ลงพื้นที่ตรวจจุดตรวจบูเก๊ะซามี สั่งไล่ล่ากลุ่มก่อความรุนแรง ในพื้นที่อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

13.30 น. พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก, เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุบริเวณจุดตรวจเทศบาลตำบลตันหยงมัส (จุดตรวจบูเก๊ะซามี) อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามความคืบหน้าสถานการณ์และตรวจสอบพยานหลักฐานด้วยตนเอง หลังเกิดเหตุกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่เจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชน เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้กำลังพลทหารพรานสังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 เสียชีวิต 5 นาย

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ เสนาธิการทหารบกได้ฟังบรรยายสรุปสถานการณ์และตรวจความเสียหาย พร้อมสดุดีหัวใจแห่งความเสียสละของทหารกล้าทั้ง 5 นายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญจนวาระสุดท้าย โดยกองทัพยืนยันจะดูแลสิทธิและสวัสดิการแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติสูงสุด

ต่อมา เสนาธิการทหารบกได้เดินทางไปตรวจสอบจุดที่คนร้ายนำรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุไปเผาทำลายเพื่ออำพรางพยานหลักฐาน ในพื้นที่ตำบลซากอ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ด้วยตนเอง พร้อมสั่งการให้ชุดพิสูจน์หลักฐานเก็บรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด เพื่อนำมาเชื่อมโยงและเร่งขยายผลติดตามจับกุมกลุ่มคนร้ายทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


>> ตำรวจสันกำแพง ทำพิธีทำลาย “ท่อซิ่ง” ดับฝันสายแว้น ยึดทำลาย 354 รายการ 366 ท่อ

13.32 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน พ.ต.อ.สุรมนต์ เฉลิมจันทร์ ผกก.สภ.สันกำแพง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ แถลงผลการระดมกวาดล้างการกระทำผิดในพื้นที่ อ.สันกำแพง ตามนโยบายป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง และการใช้รถดัดแปลงที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 จนถึงปัจจุบัน มีการจับกุมดำเนินคดีรถจักรยานยนต์ดัดแปลงสภาพ และท่อไอเสียที่มีเสียงดังเกินกว่ากฎหมายกำหนด พร้อมทำลายของกลางที่คดีถึงที่สุดแล้ว จำนวน 354 รายการ รวม 366 ท่อ

ตำรวจ สภ.สันกำแพง เดินหน้ามาตรการอย่างต่อเนื่อง ไม่มีผ่อนปรน สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งกลุ่มแข่งรถบนถนนสาธารณะ รถแต่งผิดกฎหมาย หรือท่อเสียงดังสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น พร้อมฝากเตือนผู้ใช้รถที่คิดดัดแปลงท่อไอเสียให้มีเสียงดังเกินกำหนด มีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท ส่วนร้านค้าที่จำหน่ายอุปกรณ์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม อาจมีโทษจำคุกและปรับตามกฎหมาย


>> จ.นนทบุรี บุกจับบ่อนไฮโล รวบ 17 นักพนัน พบปู่อายุ 85 ร่วมรับกินพนัน

16.00 น. พ.ต.อ.ศุภชัย ศรีศักดิ์ ผกก.สส.ภ.จ.นนทบุรี พ.ต.อ.พฤฒ จำรูศาสตร์ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี เข้าจับกุมบ่อนไฮโล หลังบ่อตกกุ้ง ซอยเลี่ยงเมืองนนทบุรี 10 ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี หลังสืบทราบว่ามีการลักลอบเล่นการพนันกัน

ที่เกิดเหตุพบว่าเป็นชั้นเดียวอยู่ติดกับด้านหลังบ่อตกกุ้ง มีนักพนักชายญิง กำลังสุ่มหัวเล่นการพนักกันอยู่ เป็นชาย 13 คน หญิง 4 คน รวม 17 คน ตรวจยึดแผ่นบอกแต้ม ลูกไฮโล 3 ชุด จานฝาครอบเขย้าเล่นการพนัน และอุปกรณ์การเล่นพนัน เงินสด 7,600 บาท ได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ก่อนนำตัวมาดำเนินคดี

สอบสวนนักพนัน กล่าวว่า พวกตนได้เดินทางมาจาก กรุงเทพ ย่านฝั่งธนบุรี และชลบุรี ได้ชักชวนเฉพาะคนในกลุ่ม มาแอบเล่นการพนันเป็นวันแรก เพิ่งจะเล่นได้เพียง 2 ชั่วโมง ก่อนจะมาถูกตำรวจจับ ส่วนชาย อายุ 85 ปี หนึ่งในนักพนัน กล่าวว่า ตนจ้างคนดูแล แต่คนที่ดูแล เขามาเล่นการพนัน ตนเลยตามคนดูแลมาเล่นด้วย ตนเล่นทีละ 100-200 และก็รับกินเอา

หลังสอบสวนได้จับกุม หญิง อายุ 65 ปี ข้อหา เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต และจับกุม ชาย อายุ 56 ปี เป็นเจ้าบ้าน ส่วนนักพนัน จับกุมข้อหา “ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ต่อไป


>> มทภ. 4 แถลงเหตุความรุนแรง จ.นราธิวาส พบกลุ่มคนร้ายไม่ต่ำกว่า 13 คน วางแผนเป็นระบบ สั่งทบทวน ปรับมาตรการจุดตรวจ

16.30 น. พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นผู้แถลงข่าว พร้อมด้วย พลตำรวจตรี ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส แถลงความคืบหน้าเหตุความรุนแรงในจังหวัดนราธิวาส สั่งการทบทวนและปรับมาตรการจุดตรวจให้มีความเหมาะสม รัดกุม เพื่อยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ เน้นย้ำเจ้าหน้าที่มุ่งมั่นดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบด้วย 2 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ เหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ และเหตุระเบิดบริเวณหน้า สภ.ตันหยง (หลังเก่า) อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แม่ทัพภาคที่ 4 ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเข้มงวด ขณะนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้วบางส่วน และอยู่ระหว่างการซักถามเพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

ด้าน พลตำรวจตรี ประยงค์ โคตรสาขา เปิดเผยความคืบหน้าว่า กรณีเหตุระเบิดบริเวณหน้า สภ.ตันหยง (หลังเก่า) ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวบุคคลและความเชื่อมโยงของผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในระดับหนึ่งแล้ว โดยอยู่ระหว่างการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเพื่อสอบสวนขยายผลอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของผู้ครอบครองรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ เส้นทางที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุและหลบหนี ตลอดจนเครือข่ายที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างรอบคอบ

ส่วนเหตุยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีกลุ่มคนร้ายไม่ต่ำกว่า 13 คน มีการวางแผนและแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ โดยมีผู้เฝ้าดูต้นทางทั้งก่อนและหลังก่อเหตุ ใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน สีเทา เป็นพาหนะในการก่อเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามผู้ครอบครองรถรายสุดท้าย คาดว่าจะสามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้ในเร็ววัน


>> รมว.กลาโหม สั่งยกระดับความพร้อมรบ พร้อมเช็กคลังกระสุนสำรองสงคราม

16.30 น. พล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการประชุมสภากลาโหม ระบุว่า ในที่ประชุมได้พูดถึงมาตรการยกระดับความพร้อมรบ จัดทำมาตรฐานกระสุนและยุทธภัณฑ์สำรองสงครามร่วมกับยกระดับความพร้อมรบ

ทั้งนี้ รมว.กลาโหม ได้กำชับให้กองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพปรับปรุงฐานข้อมูลและกำหนดระดับการสะสม สิ่งอุปกรณ์ประเภทที่ 5 หรือ สป.5 ได้แก่ กระสุนและยุทธภัณฑ์สำหรับการปฏิบัติการทางทหารและสำรองสงคราม ให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับความจำเป็นด้านยุทธการ สถานการณ์ภัยคุกคามและขีดความสามารถด้านงบประมาณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลังบำรุงและสร้างความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจในทุกสถานการณ์


>> ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย มีผลกระทบในช่วงวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2569

17.00 น. ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2569) ฉบับที่ 1 (128/2569) ในช่วงวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่ง และมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ ประเทศลาว และประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันดังกล่าวไว้ด้วย

อนึ่ง พายุดีเปรสชันบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน และจะเคลื่อนผ่านตอนบนของประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2569 หลังจากนั้นคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่ง บริเวณมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนในช่วงวันที่ 26-27 กรกฎาคม 2569 โดยพายุนี้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปในบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในช่วงวันดังกล่าวไว้ด้วย


>> รถจักรยานยนต์หลุดโค้งพลิกคว่ำ ร่างชายไทยกระเด็นดับในพงหญ้าข้างทาง จ.สระบุรี

17.02 น. รับแจ้งจาก มูลนิธิร่วมกตัญญู จ.สระบุรี มีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์เสียหลักหลุดโค้งพลิกคว่ำ และมีผู้เสียชีวิต ช่วงทางโค้ง บนถนนหมายเลข สบ.5043 ในพื้นที่ ม.1 บ้านโคกวัว ต.หนองสีดา อ.หนองแซง จ.สระบุรี

ที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ซูซุกิ สีเขียว-ดำ ป้ายทะเบียน สระบุรี ล้มคว่ำอยู่ข้างทาง ห่างออกไปที่พงหญ้า พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 51 ปี ชาวบ้าน ต.ปากเพียว อ.เมืองสระบุรี ในส่วนของสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองแซง


>> “บิ๊กราญ” เผยจ่อออกหมายจับมือป่วนนราฯ เชื่อ 3 เหตุการณ์โยงกลุ่มเดียวกัน

18.18 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เปิดเผยถึงสถานการณ์ เหตุคนร้ายยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 คน ที่ด่านระแงะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ยิงหัวหน้าคนงานก่อสร้างถนนเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เหตุคาร์บอมโรงพักเก่าที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส และคนร้ายยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 คน ที่ด่านระแงะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยเชื่อว่าเหตุการณ์ทั้ง 3 พื้นที่มีความเชื่อมโยงกัน เนื่องจากเป็นผู้ก่อการร้ายที่ต้องการให้เกิดความไม่สงบ ซึ่งขณะนี้ทราบตัวกลุ่มผู้ก่อการร้ายแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมออกหมายจับผู้ก่อเหตุทั้ง 3 พื้นที่ แต่ก็มีบางส่วนที่ออกหมายจับไปแล้ว

ขณะที่ เหตุคาร์บอมที่โรงพักเก่าตันหยง อ.เมือง ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้หลับเวร เพราะจุดดังกล่าวเป็นโค้งและวงเวียน เป็นจุดตัดสินใจว่าจะเลี้ยวหรือจะตรงไป ทำให้ผู้ก่อเหตุกระโดดลงจากรถและปล่อยให้รถพุ่งเข้าไป ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นที่โรงพักตันหยงเก่า ซึ่งอยู่ใกล้สถานที่สำคัญเพียง 20 เมตร เป็นประเด็นสำคัญถึงขั้นจะต้องมีการพิจารณาโยกย้ายผู้บัญชาการตำรวจภาค 9 หรือไม่ พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า การเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ หลายครั้งจะต้องมีการปรับแผน ยังไม่มีการโยกย้ายผู้บัญชาการตำรวจภาค 9


>> มท. 2 ลุยภูเก็ต จับ 5 โรงแรมเถื่อนฝ่าฝืนกฎหมาย เร่งขยายผลตรวจสอบนอมินีและเส้นทางการเงิน

18.53 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าชุดเฉพาะกิจจัดระเบียบสังคม นำทีม นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต จัดกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บูรณาการร่วมกับจังหวัดภูเก็ต และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง เปิดปฏิบัติการตรวจสอบและปราบปรามผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อจัดระเบียบการประกอบธุรกิจโรงแรมและสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผลการปฏิบัติการเข้าตรวจสอบโรงแรมเป้าหมายจำนวน 5 แห่ง พบว่าทั้งหมดมีพฤติการณ์ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

จากปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ดูแลหรือผู้ประกอบกิจการของโรงแรมทั้ง 5 แห่ง พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐาน ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน และตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ประกอบการดำเนินคดี

นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการยังอยู่ระหว่าง ขยายผลตรวจสอบโครงสร้างการถือครองหุ้น เส้นทางการเงิน และการประกอบธุรกิจอื่นที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและจัดระเบียบธุรกิจในพื้นที่ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด


>> แผ่นดินไหว ที่จังหวัดเชียงใหม่

20.52 น. กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 1.9 ความลึก 2 กม. ภายในพื้นที่ของ ต. สันทราย อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ยังไม่มีรายงานการรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม