24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2569
>> รวบคาสถานีขนส่งเชียงใหม่ ชาย 2 หญิง 1 ซุกยาบ้าล็อตใหญ่ 1.8 ล้านเม็ด เตรียมขึ้นรถทัวร์
07.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,800,000 เม็ด ขณะกำลังลักลอบขนขึ้นรถโดยสารประจำทาง ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่แห่งที่ 3 (อาเขต) ต.วัดเกต อ.เมือง จ.เชียงใหม่
สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่วิทยุสื่อสาร สภ.แม่ปิง ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถานีขนส่งอาเขต ว่าพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายยาเสพติดอยู่ภายในกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารต้องสงสัยจำนวน 3 ราย จึงได้ประสานกำลังสายตรวจและชุดสืบสวน ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบทันที
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบผู้ต้องสงสัย ชาย 2 คน และหญิง 1 คน จากการขอตรวจค้นกระเป๋าเดินทางของผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ซึ่งมีกระเป๋าล้อลากและเป้สะพายหลังหลายใบ เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนดังกล่าว ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋า จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งสอบสวนขยายผล เพื่อติดตามเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการและเส้นทางลำเลียงยาเสพติดดังกล่าวต่อไป
>> นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตบาห์เรนประจำประเทศไทย เดินหน้ายกระดับความร่วมมือรอบด้าน
10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับนายเคาะลีล ยะอ์กูบ อัลคัยยาฏ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ พร้อมเน้นย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานและใกล้ชิดระหว่างกันในทุกระดับ และเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการพัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญและความพร้อมในการขยายความร่วมมือ
นอกจากนี้ นายกฯ แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการเจรจาและการลดความตึงเครียด โดยไทยยืนยันจะผลักดันความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศต่อไป
>> "แม่สะเรียง" น้ำป่าไหลหลาก พัดคอสะพานขาด เส้นทางเชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 108 - บ้านห้วยปางผาง
11.00 น. อำเภอแม่สะเรียงได้รับรายงานสถานการณ์อุทกภัยจากองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เหาะ กรณีเกิดเหตุฝนตกหนักเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 18:00 น. เป็นเหตุให้น้ำป่าไหลหลากกัดเซาะคอสะพานท่อลอดเหลี่ยม (เส้นทางรอง) เชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 108 - บ้านห้วยปางผาง หมู่ที่ 9 ตำบลแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จนขาดชำรุดเสียหาย
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรของราษฎรบ้านห้วยปางผาง หมู่ที่ 9 ซึ่งมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 165 ครัวเรือน รวม 347 คน โดยปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวยังไม่สามารถใช้สัญจรผ่านได้ตามปกติ เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 70,000 บาท การดำเนินการในระดับพื้นที่ คือ
การช่วยเหลือเบื้องต้น องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เหาะ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและอยู่ระหว่างประสานงานเครื่องจักรกลเพื่อเข้าดำเนินการซ่อมแซมคอสะพานให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว และ การรายงานเหตุต่อจังหวัด นายอำเภอแม่สะเรียง ในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ได้รายงานเหตุด่วนสาธารณภัยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด เพื่อพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณและการช่วยเหลือเป็นไปตามระเบียบของทางราชการต่อไป
>> ลูกจ้างคนไทยเมา คว้ามีดปาดคอ-แทงนายจ้างชาวเวียดนามบาดเจ็บ เหตุขอนายจ้างซื้อของไม่ได้
11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งมีเหตุทำร้ายร่างกายกันมีผู้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดซอยนนทบุรี 48 ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี
ที่เกิดเหตุพบเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ใช้เป็นที่เตรียมขายลูกชิ้นทอด บริเวณหน้าบ้านพบรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตระเวนขายลูกชิ้นทอดจอดอยู่ 1 คัน ข้างรถพบร่องรอยการต่อสู้จนต้นไม้ล้ม ส่วนผู้บาดเจ็บ เจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลนครนนทบุรีช่วยเหลือปฐมพยาบาล ผู้ชาย อายุ 55 ปี สัญชาติเวียดนาม พบมีบาดแผลถูกมีดปาดที่ลำคอ 1 แผล ไหปลาร้า 1 แผลและบาดแผลถลอกตามร่างกายจากการต่อสู้ ก่อนนำตัวส่ง รพ.พระนั่งเกล้า
ส่วนผู้ก่อเหตุตำรวจสามารถจับกุมไว้ได้ในที่เกิดเหตุคือ ชายไทย อายุ 45 ปี ชาว จ.กาฬสินธุ์ พร้อมของกลางมีดปอกผลไม้ 1 เล่ม อยู่ในอาการเมาสุรา เล่าวกไปวนมา ว่า ตนทะเลาะกับคนเจ็บ ซึ่งเป็นนายจ้างเรื่องซื้อของ ตนใช้มีดปาดคอเขา จะเอาให้ตายแต่เขาไม่ตาย ตนยอมรับว่าทำจริง ตนอยากได้ลูกหนู (หินเจีย) เอามาทำรถจักรยานยนต์และยกซิ้งค์เพื่อจะได้ขายของดีๆแต่เขาไม่ซื้อให้
ด้าน ภรรยาคนเจ็บ อายุ 42 ปี สัญชาติเวียดนาม กล่าวว่า ตอนเกิดเหตุอยู่บนชั้น 2 ได้ยินเสียงแฟนมีเรื่องกับผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นลูกจ้างคนไทย ตนถามว่ามีเรื่องอะไรกัน เขาบอกว่าอยากได้อย่างนั้นอย่างนี้แต่ทำไมไม่ได้ ตนบอกว่าไม่มีที่อยู่ก็ให้มาอยู่ด้วย และยังมากินเหล้าพาผู้หญิงเข้ามาในบ้านอีก เมื่อเช้าเขาคุยกับแฟนว่าอยากได้ลูกหนู (หินเจีย) แต่เขากินเหล้าแล้วชอบหาเรื่อง เขาเคยตีและเตะแฟนมาแล้วรอบหนึ่ง และตบเพื่อนเขา แต่รอบนี้ทำหนักมาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหากับผู้ก่อเหตุ ฐาน พยายามฆ่า ก่อนนำตัวพร้อมมีดของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ดำเนินคดี
>> พนักงานเก็บขยะช็อก พบศพทารกยัดกระสอบ ทิ้งถังขยะเทศบาลบางเสาธง จ.สมุทรปราการ
11.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเสาธง ได้รับแจ้งจากพนักงานเก็บขยะของเทศบาลบางเสาธง ว่าพบเจอศพทารกถูกยัดใส่กระสอบปุ๋ยมาทิ้งไว้ในถังขยะของเทศบาล เหตุเกิดใกล้เคียงทางเข้าเทศบาลบางเสาธง ริมถนนหมู่บ้านการเคหะเมืองใหม่ ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ จึงประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง ไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุภายในถังขยะ พบถุงปุ๋ยสีเขียว ภายในมีซากของทารกที่เพิ่งคลอดออกมา โดยมีการตัดสายสะดือออก และสภาพยังเพิ่งจะเริ่มเป็นตัวเป็นตน ยังไม่ทราบเพศใด นอกจากนั้นยังพบผ้าโสร่งของแรงงานต่างด้าวห่มหุ้มซากทารกมาอีกด้วย เจ้าหน้าที่จึงบันทึกภาพและเก็บหลักฐานต่างๆเอาไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นมอบร่างชองซากทารกดังกล่าว ส่งไปตรวจ DNA เอาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อติดตามตัวแม่หรือบิดาหรือบุคคลที่นำมาทิ้งในถังขยะดังกล่าว
จากการสอบถามเจ้าหน้าที่กู้ภัยบอกว่า มีพนักงานเก็บขยะของทางเทศบาลมาเก็บขยะแล้วพบเจอถูกใส่กระสอบถุงปุ๋ยทิ้งไว้ในถังขยะ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบดังกล่าว
เบื้องต้นตำรวจคาดว่าเกิดจากแม่ไม่พร้อมตั้งครรภ์และมีการคลอดก่อนกำหนดจึงนำมาทิ้งถังขยะในจุดดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ไปไล่กล้องวงจรปิดเพื่อหาตัวคนทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
>> กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศไทยเข้าสู่ "ฤดูฝน" อย่างเป็นทางการ 15 พฤษภาคมนี้
11.49 น. กรมอุตุนิยมวิทยาแถลง “การเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 และเปิดศูนย์ติดตามฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน” โดย ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา
กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 หลังจากตรวจพบว่าองค์ประกอบทางอุตุนิยมวิทยาเป็นไปตามเกณฑ์การเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย ประกอบด้วย ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกครอบคลุมมากกว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ ลมระดับล่างเปลี่ยนทิศเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ และลมระดับบนเปลี่ยนทิศเป็นลมฝ่ายตะวันออก โดยฤดูฝนของประเทศไทยตอนบนจะต่อเนื่องไปจนถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะยังคงมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม
สำหรับภาพรวมฤดูฝนปีนี้ คาดว่าปริมาณฝนรวมของประเทศจะน้อยกว่าปี 2568 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณร้อยละ 10 โดยช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายน ฝนจะเริ่มเพิ่มขึ้นและตกต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกที่มีโอกาสเกิดฝนตกหนักบางแห่ง
จากนั้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ปริมาณฝนและการกระจายตัวของฝนอาจลดลง ทำให้หลายพื้นที่มีโอกาสเกิดฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ก่อนที่ฝนจะกลับมาตกชุกหนาแน่นอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่
>> จ.สระแก้ว จับลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สอบสวนสารภาพข้ามแดนไปปอยเปต ทำงานเว็บพนัน
12.05 น. กองกำลังบูรพา โดย ฉก.อรัญประเทศ และ ชค.ทพ.12 ร่วมกับ ตม.จว.สระแก้ว ระดมกำลังลาดตระเวนเข้มบริเวณแนวชายแดนบ้านภูน้ำเกลี้ยง ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก่อนตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยลักลอบเดินเท้าผ่านช่องทางธรรมชาติ จึงเข้าปิดล้อมตรวจค้นและจับกุมได้รวม 16 คน ประกอบด้วย คนไทย 4 คน ชาวเวียดนาม 2 คน และชาวเมียนมาเชื้อสายไทยใหญ่ 10 คน ทั้งหมดเป็นขาเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย
จากการสอบสวน คนไทยทั้ง 4 คน รับสารภาพว่า ถูกชักชวนผ่านเพื่อนและคนรู้จักให้ไปทำงานเว็บพนันออนไลน์ ในกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพราะเชื่อคำโฆษณารายได้สูง เดือนละกว่า 15,000-25,000 บาท บางคนเคยทำงานเป็นไรเดอร์ พนักงานคลังสินค้า เซลล์ และโรงงาน ก่อนตัดสินใจข้ามแดนไปทำงานนานกว่า 1 ปี
ผู้ต้องหาให้การตรงกันว่า หลังเกิดเหตุปะทะและความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ด่านปิด ไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้ ต้องติดค้างอยู่ในหอพักฝั่งปอยเปตหลายสัปดาห์ ก่อนมีนายหน้าชาวกัมพูชาเสนอพาหลบหนีกลับไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เรียกค่าหัวคนละ 8,000 บาท พร้อมใช้รถเก๋งทะเบียนกัมพูชาพามาส่งริมชายแดน แล้วปล่อยเดินเท้าลัดเลาะเข้าประเทศ จนถูกทหารพรานซุ่มตรวจพบและรวบตัวได้ทั้งหมด
ขณะที่ชาวเมียนมาเชื้อสายไทยใหญ่ 10 คน ให้การว่า ถูกนายทุนจีนพาเดินทางผ่านเสียมราฐเข้าปอยเปต เพื่อทำงานเป็น รปภ. ในตึกของกลุ่มทุนจีน แต่หลังทางการกัมพูชาเปิดปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากออนไลน์ ทำให้นายจ้างสั่งหยุดงาน ก่อนพยายามลอบเข้าไทยเพื่อหาทางกลับประเทศ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี พร้อมเร่งขยายผลถึงเครือข่ายนายหน้า ขบวนการลักลอบข้ามแดน และเส้นทางเงินที่เชื่อมโยงธุรกิจพนันออนไลน์ข้ามชาติ ซึ่งกำลังระบาดหนักตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
>> ตร.เดินหน้า ปราบนอมินีต่างชาติ สอบเส้นเงิน-ผู้ถือหุ้นตัวจริง หลังบุกเกาะพะงัน
12.43 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ว่า ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทย ให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะมาตรการ เอ็กซ์เรย์พื้นที่ที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยและลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเกาะพะงันถือเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ
พล.ต.ท.ไตรรงค์ บอกว่า จากการสืบสวนตรวจสอบพบบริษัทนิติบุคคลบนเกาะพะงันทั้งหมด 3,754 ราย และพบว่ามีบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นถึง 2,381 ราย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย และออกหมายจับอีก 3 ราย พร้อมตรวจยึดโฉนดที่ดิน 37 แปลง มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท โดยหลังจากนี้จะเร่งสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงิน รวมถึงตรวจสอบผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า การที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยสามารถทำได้ หากดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย เช่น การถือหุ้นต้องไม่เกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด แต่ปัญหาที่พบคือการใช้ “นอมินี” หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่ออำพรางการถือครองธุรกิจและทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกถึงรูปแบบการถือหุ้นไขว้กันของบริษัทต่างๆ ว่าเข้าข่ายการอำพรางหรือไม่ โดยพบลักษณะใช้คนไทยกลุ่มเดิมถือหุ้นหรือเป็นกรรมการในหลายบริษัท สลับกันไปมา จนอาจเข้าข่ายเป็น “บริษัทม้า” หรือบริษัทนอมินี
สำหรับประเด็นที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือสำนักงานกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบว่า บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “รู้หรือควรรู้” หรือไม่ ว่าการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการช่วยปกปิดอำพรางให้ชาวต่างชาติเข้ามาครอบงำธุรกิจในไทย โดยเฉพาะกรณีสำนักงานกฎหมายหรือทนายความที่รับดำเนินการจัดตั้งบริษัท ซึ่งจะต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างละเอียด
ส่วนคนไทยที่เข้าไปถือหุ้นแทน หากพบว่ามีพฤติการณ์ช่วยเหลือหรือสนับสนุนการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินคดีแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม
>> ศุภมาส สั่ง สคบ. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณีผู้ร้อง “ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน” สูญเงินกว่า 500,000 บาท
12.52 น. นางศุภมาศ อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี มีผู้เสียหาย เข้าร้องเรียน กรณีการติดตั้ง โซล่าเซลล์ ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ เสี่ยงอันตราย สูญเสียทรัพยากร เปลืองค่าไฟฟ้า และส่วนเงินกว่า 5 แสนบาท
เบื้องต้นกรณีดังกล่าวพบว่า ผู้ติดตั้งใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ดัดแปลงระบบไฟฟ้าจาก 3 เฟส เป็น 1 เฟส และใช้สายไฟอะลูมิเนียมแทนสายทองแดง ทำให้ไฟตก ไฟดับ อุปกรณ์ละลาย
ทั้งนี้ ผู้เสียหายแจ้งความไว้ที่ สน.ท่าพระ ซึ่งพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการแล้ว และพบว่าผู้ประกอบธุรกิจ มีพฤติการณ์ใช้ช่องทางออนไลน์เสนอบริการติดตั้ง และข้อสัญญาไม่ระบุรายละเอียดคุณสมบัติของอุปกรณ์ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบมาตรฐานอุปกรณ์ก่อนติดตั้งได้
อย่างไรก็ตาม สคบ. จึงนัดหมายสอบถามข้อเท็จจริงกับผู้ร้องเพิ่มเติม ในวันพรุ่งนี้(15 พ.ค.69) เพื่อพิจารณาการดำเนินคดีต่อไป ดูน้อยลง
>> ตร.คุมตัวสอบสวน ชายโหดฆ่าแฟนสาว ขนศพขึ้นรถเข้ามอบตัวชี้จุดเกิดเหตุ สารภาพหึงหวงเรื่่องชู้สาว
13.02 น. ผู้สื่อข่าว ความคืบหน้าเหตุการณ์ที่ ชายไทย อายุ 40 ปี ผู้ก่อเหตุ ลงมือทำร้ายร่างกาย หญิงสาวจนเสียชีวิต ก่อนจะนำร่างขึ้นรถเก๋งแล้วขับมาโรงพัก สภ.บางยัวทอง เพื่อเข้ามอบตัว โดยอ้างสาเหตุว่า โมโหที่จับได้ว่า ผู้เสียชีวิต ที่คบหากันแอบไปเข้าโรงแรมกับชายหนุ่มคนอื่น จึงบันดาลโทสะตบเตะ ไปหลายครั้ง ก่อนที่ตื่นเช้ามาจะพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าว ได้พูดคุยกับ เมียคนแรกของผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ตนคบหากันมา 2 ปีกว่า โดยแฟนหนุ่มเพิ่งจะไปคบหากับผู้เสียชีวิตในช่วงหลัง ซึ่งตนก็รับรู้มา แต่ต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ซึ่งเขามักจะชอบไปอยู่กับผู้หญิงคนนี้ จนกระทั่งเมื่อเช้านี้เจาโทรศัพท์มาบอกกับตนว่า เขาพลั้งมือทำร้ายผู้หญิงคนนี้ เสียชีวิตและกำลังจะขับรถไปเข้ามอบตัวทึ่โรงพักตนจึงตามมา แต่ก็ดีใจนะที่เขายังยอมรับความผิดที่ทำ ไม่หลบหนี จากนี้ไปก็คงปล่อยให้เรื่องของกฎหมายต่อไป
ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง ได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ ไปยังชี้จุดเกิดเหตุที่ห้องพัก บนตึก 4 แมนชั่นแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ม.1 ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี โดย พ.ต.อ.ธรรศกร ก้อนทอง ผกก.สภ.บางบัวทอง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุมีการทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตจากภรรยาคนแรกของผู้ก่อเหตุ ซึ่งผู้ก่อเหตุได้โทรศัพท์ไปบอกว่า เขามีปากเสียงกับผู้เสียขีวิต หึงหวงกันเรื่่องชู้สาว ก่อนพลั้งมือทำร้ายร่างกายด้วยการตบ เตะชกต่อย จนทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา จึงได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปชี้จุดเกิดที่หอพัก ในเบื้องต้นสาเหตุมาจากหึงหวง ก่อนจะลงมือทำร้ายร่างกายโดยไม่มีอาวุธ
>> จ.เพชรบูรณ์ ฝนตกหนัก น้ำไหลหลากท่วมเขตอำเภอเมือง 3 ตำบล บ้านเรือนเสียหาย 13 หลังคา
13.40 น. สปภ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการของนายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โดย กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ รายงานสถานการณ์ฝนตกหนัก ในพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์
สืบเนื่องจากเมื่อเวลา 05.00 น. เกิดสถานการณ์ฝนตกหนัก พื้นที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ทำให้มีน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมขัง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ โดยมีเพื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 ตำบล 9 หมู่บ้าน 1 เทศบาลเมือง 1 ชุมชน บ้านเรือนเสียหาย 13 หลัง
ฝ่ายปกครอง และอปท. จัดเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน และนำเครื่องจักรเปิดทางระบายน้ำ สถานการณ์ปัจจุบันน้ำลดเข้าสู่ภาวะปกติ ยัแต่งมีกลุ่มฝนในพื้นที่เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ สั่งการให้นายอำเภอ ทุกอำเภอ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนติดตามการแจ้งเตือนของจังหวัดอย่างใกล้ชิด นายอำเภอ และนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าบัญชาการสถานการณ์ ได้จัดชุดปฏิบัติการ ช่วยเหลือประชาชน เร่งสำรวจความเสียหายให้ให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ แจ้งกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรกลสาธารณภัย รองรับ สถานการณ์
>> จับสาวบัญชีม้า แก๊งปลอมใบขับขี่ออนไลน์ อ้างกรมการขนส่งฯ หลอกเหยื่อโอนเงิน ขยายผลโยงขบวนการข้ามชาติ
14.20 น. ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ได้จับกุม หญิงไทย 1 ราย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1381/2569 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกัน เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิด ตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหา ได้ที่บริเวณร้านขายของชำ ซอยอ่อนนุช 46 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมาย รวมถึงแจ้งว่าต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมตัวจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว (ปท.1) ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ให้ผู้ต้องหาได้รับทราบแล้ว และได้แจ้งให้ หญิงไทย อีกคน ที่เป็นมารดาของผู้ถูกจับ ทราบถึงการจับกุมผ่านแอปพลิเคชันไลน์ทางโทรศัพท์แล้ว จากนั้นได้ควบคุมและนำตัวผู้ต้องหาส่งให้กับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษผู้รับผิดชอบสำนวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 135/2567 ของกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ โดยนางสาวราตรีรัศมิ์ฯ มีพฤติการณ์เปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้รับโอนเงินให้กับบุคคลอื่นเพื่อฟอกเงิน โดยเข้าข่ายความผิดฐานเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการให้ใช้เลขหมายโทรศัพท์ โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในการรับเงินจากเวบหลอกลวงรับทำใบขับขี่ฯ
>> จ.ฉะเชิงเทรา รถกระบะ ชนประสานงา กับรถนั่งส่วนบุคคลแล้วเสียหลักตกข้างทาง มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย กู้ภัยเร่งงัดรถช่วยเหลือนำส่ง รพ.
14.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา ตรวจสอบอุบัติเหตุ รถกระบะชนประสานงา กับรถนั่งส่วนบุคคลแล้วเสียหลักตกข้างทาง และมีผู้บาดเจ็บหลายราย บนถนนเลียบคลองชลประทาน ฉะเชิงเทรา - บางขนาก บริเวณ ซอย 4 บ้านลาดปลาเค้า ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.คลองเขื่อน อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา
ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะฟอร์ด สีแดง ป้ายทะเบียน ฉะเชิงเทรา สภาพหน้ารถฝั่งซ้ายพังเสียหาย และห่างออกไปที่ข้างทาง พบรถนั่งส่วนบุคคล โตโยต้า วีออส สีดำ ป้ายทะเบียน กทม. สภาพหน้ารถพังเสียหายตกข้างทาง
จากการตรวจสอบ พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย เป็นหญิง 3 และชาย 1 ราย ทางอาสาสมัครกู้ภัยฯ จุดคลองเขื่อน เร่งให้การช่วยเหลือและนำส่ง รพ.คลองเขื่อน สาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวน
>> โฆษก ตร. ชี้ “นายหมิง” ระดับบอสแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา ไม่ใช่บัญชีม้า เร่งขยายผลเส้นทางเงิน-CASE ID
14.48 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดี “นายหมิง” ว่า พล.ต.อ. สำราญ นวลมา ได้สั่งการให้ตำรวจไซเบอร์เร่งขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา โดยตรวจสอบฐานข้อมูลผ่านระบบไทยโปลิศออนไลน์และ CASE ID การแจ้งความออนไลน์ทั้งหมด เพื่อดูว่ามีผู้เสียหายหรือบุคคลใดเกี่ยวข้องกับนายหมิงเพิ่มเติมหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า พฤติการณ์ของนายหมิงไม่ใช่เพียง “บัญชีม้า” ระดับล่าง แต่เป็นกลุ่ม “บอสชาวจีน” ซึ่งอาจมีบทบาทเป็นผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือผู้ร่วมทุนในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
โฆษก ตร. ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีการรวบรวมพยานหลักฐาน วิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล และเส้นทางการเงินอย่างละเอียด ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 2 ที่ตั้งคณะสืบสวนสอบสวนดูแลคดีในพื้นที่ จ.ชลบุรี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่ได้โอนคดีเข้าส่วนกลาง แต่พร้อมพิจารณาหากเกินขีดความสามารถของพื้นที่ นอกจากนี้ยังประสานข้อมูลกับทางการจีนและหลายประเทศ พบว่านายหมิงปกปิดตัวตนอย่างแนบเนียน ไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีเฝ้าระวังของตำรวจสากล พร้อมยกระดับมาตรการตรวจสอบชาวต่างชาติและธุรกิจในไทยตามนโยบาย ผบ.ตร. ส่วนการขยายผลไปยังวงการอื่นนอกเหนือจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น ขณะนี้ยังพบความเชื่อมโยงเฉพาะเครือข่ายสแกมเมอร์ แต่หากพบความผิดเพิ่มเติมจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
>> CIB ผนึก ACSC เปิด “Cut Money Flow Season II” รวบ 9 ผู้ต้องหา เครือข่ายฟอกเงินแก๊งสแกมเมอร์กัมพูชา
15.12 น. ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดปฏิบัติการ “Cut Money Flow Season II” เข้าตรวจค้นหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ ปทุมธานี นครปฐม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง จับกุมผู้ต้องหา 9 ราย แบ่งเป็นกลุ่มบัญชีม้า กลุ่มควบคุมการถอนเงิน และกลุ่มฝาก-ส่งเงินให้ผู้รับผลประโยชน์ พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ สมุดบัญชีธนาคาร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่ หลังพบทำหน้าที่ถอนและลำเลียงเงินจากเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ส่งต่อให้เครือข่ายชาวจีนในกัมพูชา
จากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาถูกชักชวนผ่านโฆษณาบน Facebook ให้ “เช่าบัญชีธนาคาร” แลกค่าจ้างหลักพันบาท ก่อนรับคำสั่งผ่าน Line และ Telegram ให้ไปถอนเงิน ส่งเงิน หรือฝากเงินต่อเป็นทอดๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของธนาคารและเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ตำรวจยังขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เป็นจุดรวบรวมบัญชีม้าส่งไปยังกัมพูชา พร้อมย้ำเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อประกาศรับงานออนไลน์ลักษณะดังกล่าว เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือของขบวนการฟอกเงินและมีความผิดตามกฎหมาย แม้อ้างว่าไม่รู้ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้
>> ตม.นนทบุรี รวบหนุ่มไนจีเรีย อ้างหลงรักสงกรานต์ไทย หลบหนีอยู่ไทยนานเกือบ 3 ปี
15.30 น. พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผกก.ตม.จว.นนทบุรี พร้อมชุดปฏิบัติการงานสืบสวนปราบปราม ตม.จว.นนทบุรี ออกตรวจสอบกวาดล้างบุคคลต่างด้าวหลังได้รับเรื่องร้องเรียนแจ้งเบาะแส ว่าบุคคลสัญชาติไนจีเรีย แอบอาศัยอยู่ในไทยแบบผิดกฎหมาย
หลังได้รับแจ้งเบาะแสชุดปฏิบัติการงานสืบสวนปราบปราม ตม.จว.นนทบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบที่คอนโดแห่งหนึ่ง ห้องพัก ชั้นที่ 17 ถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี พบชาย ต่างด้าวสัญชาติไนจีเรีย อายุ 29 ปี พักอาศัยอยู่ในห้องพักดังกล่าวมานาน จึงขอตรวจสอบเอกสารเข้าเมืองพบว่าชาวไนจีเรียรายนี้เข้ามายังประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2566 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว จากนั้นจึงมีการต่อวีซ่ามาตลอดมาจนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 จึงหยุดต่อวีซ่า ไป โดยอาศัยอยู่ในไทยอย่างผิดกฎหมายรวมจำนวน 1,069 วัน หรือเกือบ 3 ปี
จากการสอบสวน ชาย สัญชาติไนจีเรีย ให้การว่า เดินทางเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2566 ซึ่งเป็นวันสงกรานต์ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว เพื่อมาเที่ยวงานเทศกาลสงกรานต์ที่กรุงเทพฯ และได้พบรักกับสาวไทยรายหนึ่งจึงคบหาเป็นแฟนกัน จากนั้นได้มาเช่าคอนโดดังกล่าวเป็นที่พักอาศัย โดยได้พยายามต่อวีซ่านักศึกษาสำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาศึกษาในประเทศไทย โดยยื่นที่สถานศึกษาแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา แต่สถาบันได้ปฏิเสธ จึงเปลี่ยนไปต่อวีซ่านักท่องเที่ยวแทน ส่วนตัวไม่ได้ทำงานอะไรเพราะมีแฟนสาวคอยดูแล
ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ ตม.ได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 81 จากนั้นนำตัวผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> ทม.สิงห์บุรี เข้าระงับเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยใจใหญ่ ต.บางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี
16.00 น. นายณรงค์ศักดิ์ วิงวอน นายกเทศมนตรีเมืองสิงห์บุรี สั่งการให้งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองสิงห์บุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมรถดับเพลิงจำนวน 3 คัน และอุปกรณ์ครบมือรุดเข้าระงับเหตุทันทีที่ได้รับแจ้ง
ที่เกิดเหตุเ พบว่าต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณห้องด้านหลังบ้าน และมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาเป็นจำนวนมาก โดยในช่วงแรกเจ้าหน้าที่ อส. และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ช่วยกันระงับเหตุในเบื้องต้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะระดมฉีดน้ำสกัดกั้นเพลิงอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ไฟลุกลามไปยังพื้นที่ข้างเคียง
ต่อมาเวลาประมาณ 16:30 น. เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองสิงห์บุรี จึงสามารถควบคุมสถานการณ์ให้เพลิงสงบลงได้สำเร็จ ใช้เวลาในการปฏิบัติงานประมาณ 30 นาที ขณะเกิดเหตุ ไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต สาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสิงห์บุรี