วันที่ 25 มีนาคม. 2569 เวลา 00:30
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเวทีหารือสื่อมวลชน บูรณาการสื่อสารรับมือผลกระทบสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง เน้นข้อมูลถูกต้อง รวดเร็ว พร้อมย้ำรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ค่าครองชีพ และราคาสินค้า ควบคู่รับฟังข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด
(23 มีนาคม 2569) ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชน เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์และหาแนวทางแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านสื่อสารมวลชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าร่วม
สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ อาทิ สำนักงาน กสทช. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สถานีโทรทัศน์หลัก ผู้แทนแพลตฟอร์มดิจิทัล ตลอดจนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
โอกาสนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุม โดยขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้าร่วม ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชนในฐานะ “หุ้นส่วนการสื่อสาร” เพื่อร่วมกันถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันแก่ประชาชน
โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สรุปสถานการณ์ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการดำรงชีวิตและการประกอบธุรกิจ ด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ที่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีความผันผวน และด้านความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง
พร้อมย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำหนดให้การบริหารสถานการณ์และการสื่อสารต่อสาธารณะเป็น “วาระเร่งด่วนของประเทศ” โดยได้จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ฯ (ศบก.) เพื่อบูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานให้มีเอกภาพ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์
โดยในที่ประชุม มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของรัฐบาลใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ด้านพลังงาน กระทรวงพลังงานสรุปว่า รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมัน เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และยืนยันว่าปริมาณน้ำมันสำรองยังอยู่ในระดับเพียงพอ พร้อมเตรียมรณรงค์ “ประหยัดพลังงานระดับชาติ” เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว
2. ด้านค่าครองชีพและราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่อย่างเข้มงวด ป้องกันการกักตุนสินค้า และการฉวยโอกาสขึ้นราคา พร้อมดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นไม่ให้กระทบประชาชน
3. ด้านการช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการเร่งดำเนินการช่วยเหลือ อพยพ และประสานงานทางการทูตอย่างเต็มกำลัง
ในช่วงการหารือ ผู้แทนสื่อมวลชนได้สะท้อนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารสถานการณ์และการสื่อสารของรัฐบาล อาทิ
- การจัดทำระบบ รายงานสถานการณ์น้ำมันสำรองแบบ real-time เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน
- การพิจารณา ประกาศราคากลางสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
- การเร่งรณรงค์การประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการสื่อสารเรื่องการเติมการพร่องน้ำมัน
- การสื่อสารเชิงรุกเพื่อรับมือข่าวสารคลาดเคลื่อนในช่วงสถานการณ์วิกฤต
โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ข้อคิดเห็นดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และสะท้อนบทบาทของสื่อมวลชนในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลพร้อมนำไปพิจารณาและบูรณาการในการกำหนดมาตรการและการสื่อสารต่อไป
ในช่วงท้าย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการ รับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชนและทุกภาคส่วน และพร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้อง แก้ไขปัญหา และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
พร้อมย้ำว่า “ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ลดความตื่นตระหนก และเสริมสร้างเสถียรภาพของสังคม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง”
