หน้าแรก > สังคม

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนให้ที่ดิน “พุทธมณฑล” 2,500 ไร่ เป็นศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา

วันที่ 5 มีนาคม. 2569 เวลา 15:52 น.


5 มีนาคม 2569 นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในคดีพิพาทระหว่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง กรณีการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑล จ.นครปฐม เนื้อที่ 2,500 ไร่ เป็นที่ราชพัสดุ โดยศาลมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นว่า ที่ดินพุทธมณฑลดังกล่าวมีสถานะเป็น ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา มิใช่ทรัพย์สินของรัฐที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ  

สืบเนื่องจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ยื่นฟ้องกรมธนารักษ์ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนการดำเนินการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ เนื่องจากกรมธนารักษ์ได้อาศัยการตีความตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของรัฐ และ ควรขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน 

อย่างไรก็ตาม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้งพุทธมณฑล รวมทั้งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และหลักกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนา จึงได้ใช้สิทธิตามกฎหมายยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทดังกล่าว 

ต่อมา ศาลปกครองชั้นต้นได้พิจารณาพยานหลักฐาน เอกสารทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดตั้งพุทธมณฑล ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาและเป็นพุทธบูชาเนื่องในโอกาส 25 พุทธศตวรรษ โดยมีการจัดหาที่ดินจากการบริจาค การจัดซื้อ และการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา 

ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาว่า ที่ดินพุทธมณฑลดังกล่าวมีลักษณะเป็น ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มิใช่ทรัพย์สินของรัฐที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ และการดำเนินการของกรมธนารักษ์ในการขึ้นทะเบียนดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

ภายหลังคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น กรมธนารักษ์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้พิจารณากลับคำพิพากษาดังกล่าว การดำเนินคดีและการต่อสู้คดีเป็นไปอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี 

กระทั่งในวันนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพุทธมณฑล เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ มีสถานะเป็น ศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา ตามกฎหมายคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุของรัฐ ไม่สามารถถูกจำหน่ายจ่ายโอนไปเพื่อกิจการอื่นนอกพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตลอดไป 

เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดในวันนี้ คดีดังกล่าวจึงถือเป็นอันยุติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะดำเนินการเสนอเรื่องต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการในขั้นต่อไป อันเกี่ยวเนื่องกับการบริหารจัดการและการดูแลพุทธมณฑลให้เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย กฎหมาย และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งพุทธมณฑลในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของประเทศต่อไป 

 

 

ข่าวยอดนิยม


ข่าวยอดนิยม