หน้าแรก > สังคม

กรมอนามัยชี้ "สารหนู" ภัยเงียบ เสี่ยงมะเร็ง-โรคหัวใจ

วันที่ 5 มีนาคม. 2569 เวลา 15:24 น.


5 มี.ค. 69 พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารหนูในแหล่งน้ำธรรมชาติ ว่า ความจริงแล้วสารหนู เป็นสารที่พบได้ทั้งในชนิดอินทรีย์ และอนินทรีย์ โดยสารหนูชนิดอินทรีย์มักพบในสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะสัตว์น้ำและสัตว์ทะเลหลายชนิด เช่น ปลา กุ้ง หอย ปู สาหร่ายทะเล ฯลฯ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ สามารถ สะสมสารหนูจากสิ่งแวดล้อม แต่มีความเป็นพิษต่ำและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หากกินในปริมาณปกติ

สำหรับสารหนู ชนิดอนินทรีย์เป็นชนิดที่มีผล กระทบต่อสุขภาพมากกว่า พบได้ตามธรรมชาติในดิน หิน และน้ำใต้ดิน รวมถึงอาจปนเป้อนจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมและการเกษตร แม้ในปริมาณน้อย อาจไม่ก่อให้เกิดอาการทันที แต่หากได้รับสะสมในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 4 ช่องทาง

  • ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสารหนู โดยเฉพาะน้ำบาดาลบางพื้นที่
  • บริโภคอาหารที่ปนเป้อน เช่น ข้าว พืชผัก หรือสัตว์น้ำที่สะสมสารหนูจากสิ่งแวดล้อม
  • หายใจเอาฝุ่นหรือควันจากอุตสาหกรรมบางประเภท
  • สัมผัสทางผิวหนังในพื้นที่ปนเป้อน

โดยอาการเมื่อได้รับสารหนู จะมี 2 ลักษณะ คือ หากได้รับแบบเฉียบพลัน จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียรุนแรง อ่อนเพลีย ความดันต่ำ หากได้รับแบบระยะยาวหรือเรื้อรัง ผิวหนังคล้ำ มีจุดด่างดำที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ชาปลายมือปลายเท้า เสี่ยงโรคหัวใจ โรคระบบประสาท เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งผิวหนัง ปอด และกระเพาะปัสสาวะ สารหนูถือเป็นภัยเงียบ อาการอาจไม่แสดงทันที แต่สะสมจนก่อให้เกิดโรคระยะยาวได้

ทั้งนี้ กรมอนามัยมีการเฝ้าระวังคุณภาพแหล่งน้ำที่ประชาชนใช้ให้ผ่านมาตรฐานคุณภาพน้ำประปาดื่มได้ โดยกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำที่ปนเป้อน แหล่งน้ำบาดาลในกระบวนการผลิตประปาต้องมีการตรวจคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ กรมอนามัย 2563 ประชาชนในพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งที่ปนเป้อนสารหนู กรณีนำผักมาปรุงประกอบอาหาร ควรล้างให้สะอาดก่อนนำมากิน บริโภคอาหารที่หลากหลาย หากมีอาการผิดปกติเรื้อรัง ควรพบแพทย์ทันที หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงแหล่งน้ำที่ปนเป้อนสารหนู ควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

ข่าวยอดนิยม