หน้าแรก > ภูมิภาค

ฮือฮาพบ “กลองมโหระทึก” ซ่อนอยู่ใต้ดินหลายพันปี ที่เพชรบุรี

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10:57 น.


วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณีที่มีการพบโบราณวัตถุ “กลองมโหระทึก” ฝังอยู่ใต้ดินกลางทุ่งนา หมู่ที่ 6 บ้านดอนพลับ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี ทางสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี นำโดย นางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการฯ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีนำโดย รศ.กาญจนา บุญส่ง ผศ.แสนประเสริฐ ปานเนียม พร้อมด้วยทีมคณะผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลสมอพลือ ผู้นำชุมชน นายเจน และ นางคนางค์ เพชรสุด เจ้าของที่นา รวมถึงประชาชนในพื้นที่ประกอบพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะดำเนินการขุดสำรวจ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

นางสาวกรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี กรมศิลปากร กล่าวถึงแนวทางการดำเนินการขุดค้นบริเวณที่พบชิ้นส่วนของกลองมโหระทึกว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อนำชิ้นส่วนอื่นๆ ที่คาดว่ายังมีอยู่ใต้ดินขึ้นมาให้ได้มากที่สุด ตามหลักการขุดทางโบราณคดี เบื้องต้นกำหนดขอบเขตพื้นที่ทำการขุดค้นไว้ที่กว้างยาว 2.50 x 2.50 เมตร ลึกประมาณ 1.50 เมตร ทั้งนี้อาจจะมีการปรับตามพื้นที่ที่พบโบราณวัตถุ เพื่อสะดวกต่อการขุดแต่งหลักฐานทางโบราณคดี

เท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้น ชิ้นส่วนโบราณวัตถุกลองมโหระทึกที่ขุดค้นพบคาดว่า มีจำนวน 2 ใบ เนื่องจากมีลักษณะชิ้นส่วนของกลองที่ทำจากโลหะสำริดมีลวดลายที่แตกต่างกัน กล่าวคือ กลองมโหระทึกใบที่ 1 ที่พบว่าสมบูรณ์มีลวดลายไม่มากนัก ขณะที่กลองมโหระทึกใบที่ 2 มีสภาพที่แตกหักมีลวดลายมากกว่า ชิ้นส่วนที่ขุดได้เพิ่มเติมในวันนี้ มีชิ้นส่วนที่มีลวดลายค่อนข้างมาก จึงสันนิษฐานว่าเป็นชิ้นส่วนของใบที่ 2

“การพบกลองมโหระทึกทั้ง 2 ใบในพื้นที่บ้านดอนพลับ หมู่ที่ 6 ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เป็นการพบกลองมโหระทึกเป็นครั้งแรกในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นเครื่องยืนยันว่าพื้นที่นี้มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คนมาตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีการใช้กลองมโหระทึกในพิธีกรรมอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้แหล่งที่พบกลองมโหระทึก ยังพบเจอชิ้นส่วนที่มีลักษณะคล้ายเครื่องประดับ ต่างหูสมัยทวารวดี รวมถึงพบเนินทางโบราณคดีที่อยู่ใกล้กับหลุมขุด เป็นเนินอิฐสมัยทวารวดี ลักษณะอิฐที่พบมีลักษณะเดียวกับอิฐสมัยทวารวดี ภายในอิฐมีส่วนผสมของแกลบข้าวพวน ด้วยเหตุนี้การพบกลองมโหระทึกในบริเวณนี้จึงเป็นข้อสันนิษฐานในการบ่งบอกอายุของโบราณวัตถุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงยุคสมัยทวารวดี ซึ่งจะต้องมีการศึกษาในรายละเอียดเชิงลึก รวมถึงหลักฐานบนชั้นดิน และโบราณวัตถุแวดล้อม

การพบเนินดินที่มีกองอิฐโบราณสมัยทวารวดี ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ขุดค้นพบกลองมโหระทึก ประมาณ 25 – 30 เมตร นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นโบราณสถาน ซึ่งหมายถึง มีชุมชนและผู้คนอยู่อาศัย ส่วนจุดที่พบกลองมโหระทึกต้องมีการขุดสำรวจเพิ่มเติมว่า มีเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผา ชิ้นส่วนโลหะ หรือวัตถุอื่นที่บ่งบอกการอยู่อาศัย

“แต่ถ้าเจอกลองมโหระทึกวางอยู่โดดๆ ไม่มีหลักฐานหรือสิ่งอื่นใดประกอบ ก็ต้องตั้งข้อสันนิษฐานว่า ทำไมกลองมโหระทึกทั้ง 2 ใบจึงถูกวางอยู่บริเวณนี้ แต่ถ้าขุดเจอร่วมกับกระดูกมนุษย์ด้วย ก็สันนิษฐานได้ว่าเป็นเรื่องของพิธีกรรม อาทิ การใช้กลองในพิธีขอฝน หรือกลองมโหระทึกพบที่หนองวัวดำ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี มีการพบร่วมกับโครงกระดูก แสดงว่ากลองใช้ในพิธีกรรมฝังศพด้วย กลองมโหระทึกจึงเป็นวัตถุชิ้นพิเศษที่ใช้สำหรับพิธีกรรม” นางสาวกรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ

ทั้งนี้ “กลองมโหระทึก” มีต้นกำเนิดในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคโลหะ (สำริด) อายุประมาณ 2,500-3,500 ปีมาแล้ว โดยเป็นวัฒนธรรมดองซอน (Dong Son) ในเวียดนามเหนือ ก่อนจะแพร่หลายเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย เดิมใช้ประกอบพิธีกรรมความเชื่อ เช่น ขอฝนหรือฝังศพ ต่อมาใช้เป็นเครื่องประโคมในงานพระราชพิธีในสมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์
ยุคเริ่มต้น: ก่อนประวัติศาสตร์ ยุคสำริด (วัฒนธรรมดองซอน) อายุ: ประมาณ 2,500 – 3,500 ปีมาแล้ว

สถานที่ค้นพบหลัก: พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม ลาว พม่า และในประเทศไทยพบมากในภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือ
ยุคโบราณ: ใช้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์, ขอฝน, สัญญาณสงคราม, แสดงฐานะ
ยุคประวัติศาสตร์ / ปัจจุบัน : ใช้ในงานพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีพืชมงคล, การเสด็จออกมหาสมาคม
กลองมโหระทึก ส่วนใหญ่ที่พบมักมีลวดลายดาวหรือดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางหน้ากลองล้อมรอบด้วยลายนกกระสาหรือลวดลายเรขาคณิต ซึ่งสะท้อนความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์
 

ภาพจาก เพชรภูมิ ฮอตนิวส์
 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวยอดนิยม