วันที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 10:19 น.
23 มกราคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีฯ นำคณะทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่, ตำรวจภูธรจังหวัด, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, ตำรวจท่องเที่ยว, ฝ่ายปกครอง, สาธารณสุขจังหวัด, สรรพากร, จัดหางาน และพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่
บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนเมื่อเดือนมีนาคม 2566 โดยระบุว่ามีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย 100% แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างให้ชาวอิสราเอลเข้ามาเป็นกรรมการและถือหุ้นร่วมกับคนไทยในสัดส่วน 59:41 พร้อมเพิ่มทุนจาก 4 ล้านบาท เป็น 6 ล้านบาท โดยประกอบกิจการผลิต–จำหน่าย–ส่งออก และแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า รายงานการเงินปี 2567 ระบุมีรายได้กว่า 2.39 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 400,000 บาท
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าบริษัทมีการดัดแปลงพื้นที่สำนักงานเป็นฟาร์มปลูกกัญชาในระบบปิด ควบคุมแสง–อุณหภูมิ–ความชื้น พร้อมอุปกรณ์แปรรูปและจัดจำหน่าย มีบริการให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมหรือฟาร์มทัวร์และเสพกัญชาภายในสถานที่ อีกทั้งยังจำหน่ายกัญชาผ่านช่องทางออนไลน์–เดลิเวอรี่ รวมถึงพบสินค้าประเภทเครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ วางจำหน่ายร่วมด้วย
นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่าบริษัทมีการสกัดสารกัญชาที่มีค่า THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 ซึ่งเข้าข่ายยาเสพติด ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ส่งผลให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการเป็นเวลา 60 วัน และอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม
คณะทำงานได้ติดตามพฤติการณ์ของบริษัทมานานกว่า 2 เดือน พบการอำพรางการถือหุ้นอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นด้วยการให้คนไทยถือหุ้นทั้งหมด ก่อนเปลี่ยนโครงสร้างภายหลัง โดยเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบัญชีของบริษัททนายความในจังหวัดกระบี่ ซึ่งพบเงินหมุนเวียนกว่า 40 ล้านบาท อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบบริษัทในเครือข่าย ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 4 ราย ในความผิดเกี่ยวกับการให้การสนับสนุนคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
นายพูนพงษ์ ย้ำว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญกับการปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างเข้มงวด เพราะเป็นพฤติกรรมที่บิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างความเสียเปรียบแก่ผู้ประกอบการไทย และอาจกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว หากพบการกระทำผิด จะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมเดินหน้าตรวจสอบทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กรมฯ ได้ฝากเตือนคนไทยที่ตกลงให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติในการถือหุ้นแทนหรืออำพรางการประกอบธุรกิจ ว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย และควรหยุดพฤติกรรมดังกล่าวทันที


