แท็กซี่หนุ่มร้อยเอ็ด ประสานวิทยุ สวพ.FM 91 ส่งคืนเงิน “ไทย” – “ต่างประเทศ” พร้อมทรัพย์สิน นักธุรกิจ ออสเตรีย มูลค่ารวมกว่า 1.2 แสนบาท

05 พ.ย. 2562 | 12:13:03
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ที่สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.FM 91 กองตำรวจสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายอุทิศ เสน่หา อายุ 49 ปี ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ สีชมพู ทะเบียน ทส 4044 กรุงเทพมหานคร ส่งคืนกระเป๋าถือให้กับ นายโฮลเลอร์ แอนดริส (Mr.Holler Andreas) อายุ 47 ปี นักธุรกิจ สัญชาติออสเตรีย พร้อมธนบัตร สกุลเงินต่างชาติ (ยูโร), ดอลลาร์ สหรัฐอเมริกา และเงินบาทไทย รวมมูลค่ากว่า 1.2 แสนบาท  และทรัพย์สินมีค่าอีกจำนวนหนึ่ง ภายหลังจากเจ้าหน้าที่โรงแรมฯ วางกระเป๋าใบดังกล่าวไว้ภายในกระโปรงท้ายรถแท็กซี่ แต่นักธุรกิจหนุ่ม ออสเตรเลีย ไม่ทันได้ใช้บริการ เหตุเกิดริมถนนสีลม ใกล้แยกเดโช เมื่อช่วงบ่าย วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา  โดยมีนางสาวไจตนย์  ศรีวังพล  นางสาวจิตต์ผ่องใส ศรีวังพล  และนายสกล ถาวรกาญจน์ ผู้บริหารสถานีวิทยุฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน
 
นายโฮลเลอร์ แอนดริส   (Mr.Holler Andreas) อายุ 47 ปี นักธุรกิจ สัญชาติออสเตรีย เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.อรรถพล ขุนนุช พนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ว่า เมื่อเวลา 13.46 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 พนักงานโรงแรม พลูแมน จี ถนนสีลม ได้เรียกรถแท็กซี่ สีชมพู ทะเบียน ทศ 4044 กรุงเทพมหานคร ให้ตนเพื่อใช้บริการเดินไปที่ โรงแรม อเดลฟี สวีท สุขุมวิทซอย 8  ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่โรงแรมฯ ได้วางกระเป๋าสัมภาระใบเล็กไว้ภายในกระโปรงท้ายรถ  พร้อมกับสอบถามโชเฟอร์แท็กซี่ ว่า  มีเงินทอนหรือไม่ถ้าไปถึงที่หมายแล้วจ่ายค่าโดยสาร ด้วยธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ซึ่งโชเฟอร์ แท็กซี่  ตอบว่า  ไม่มี  เจ้าหน้าที่จึงเดินเข้าไปแลกธนบัตรที่เคาน์เตอร์ของทางโรงแรมฯ  และเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ขับรถออกไปโดยที่ตนยังไม่ได้ขึ้นไปนั่งบนรถ
 
ไม่รู้ว่า  โชเฟอร์แท็กซี่คันดังกล่าวรู้หรือไม่ว่า กระเป๋าสัมภาระ ที่พนักงานโรงแรมฯ วางไว้ภายในกระโปรงท้ายรถแท็กซี่ มีหนังสือเดินทาง, บัตรประจำตัว, บัตรเครดิต 6 ใบ, โทรศัพท์ ยี่ห้อ ไอโฟน 3 เครื่อง, เงินสกุลยูโร จำนวน 4,000 ยูโร, เงินสกุล ฟรังค์สวิส จำนวน 1,000 ฟรังค์, เงินบาทไทย จำนวน 10,000 บาท และเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ จำนวน 30 ดอลลาร์ 


 
นายอุทศิ เสน่หา อายุ 49 ปี บ้านเลขที่ 111 หมู่ 4 ต.เชียงใหม่ อ.โพธิชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ สีชมพู ทะเบียน ทส 4044 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า  ปกติ ตนขับรถแท็กซี่  ช่วงเวลา 24.00-12.00 น. ของทุกวัน  แต่เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562  รถแท็กซี่ที่ขับอยู่ประจำ  มีปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรค  จึงตัดสินใจขับรถกลับอู่  ระหว่างที่กำลังทำความสะอาดรถเพื่อเตรียมให้ทางอู่นำรถไปแก้ไข พบกระเป๋าถือสีดำ วางอยู่ภายในกระโปรงท้ายรถ  รู้สึกตกใจ เพราะจำไม่ได้ว่า  กระเป๋าใบดังกล่าวเป็นของผู้โดยสารรายไหน  จำได้เพียงว่า  ช่วงเวลาที่ขับนั้น ตนรับผู้โดยสารที่มีกระเป๋าสัมภาระที่ต้องวางไว้กระโปรงท้ายรถ 3 ราย  โดยรายแรก เป็นชายชาวต่างชาติ ขึ้นรถจาก พัฒพงษ์ สีลม ไปลงที่สุขุมวิท 26  ส่วนรายที่สอง  เป็นผู้โดยสาร วัยรุ่น ชาวต่างชาติ 2 คน ขึ้นรถจากย่านสุขุมวิท ให้ไปส่งถนนจันทร์ และผู้โดยสารรายที่ 3 กลุ่มสุดท้ายเป็นคนไทย ขึ้นจากหมอชิต 2 ไปที่สุขุมวิท 62 ทั้งนี้ยังไม่แน่ใจว่า กระเป๋าที่พบเห็นของผู้โดยสารคนไหน  
 
นายอุทิศ  กล่าวว่า  ขณะที่เจอกระเป๋าสัมภาระวางอยู่ในกระโปรงท้ายรถ ตกใจมาก ตน รีบเรียก เจ้าของอู่ และเพื่อนๆ ที่อยู่ใกล้ๆ มาดู  เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ และจะติดต่อส่งคืนได้อย่างไร  ขณะที่เปิดกระเป๋าตรวจสอบเห็นโทรศัพท์ ยังคิดในใจว่า  เจ้าของน่าจะโทรเข้าเครื่องจะได้รีบนำไปส่งคืน  ระหว่างนั้นได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ สวพ.FM 91 แจ้งว่า  มีชาวต่างชาติลืมกระเป๋าพร้อมทรัพย์สินมีค่าไว้บนรถของตน จึงรีบเช่ารถเพื่อนที่อู่ นำกระเป่ามาส่งมอบให้เจ้าหน้าที่สถานีฯ  
 
“ไม่เคยคิดอยากได้ของคนอื่น ในใจยังคิดอยู่ว่า  ถ้าเจ้าของไม่โทรศัพท์เข้ามือถือ ก็จะเดินทางไปแจ้งความกับตำรวจ สน.วัดพระยาไกร  ตนอยากคืนทรัพย์สินทั้งหมดให้เจ้าของให้เร็วที่สุด ขับรถแท็กซี่เลี้ยงครอบครัวมาตั้งแต่สมัยที่ พล.อ.ชาวลิต ยงใจยุทธ ยังไม่เป็นนายกรัฐมนตรี จำไม่ได้ว่ากี่ปีแล้ว และเคยเก็บเงินของผู้โดยสาร ที่ทำหล่นบนรถได้มากที่สุด คือ 50,000 บาท ซึ่งตนก็นำไปส่งคืนให้เจ้าของ เพราะจำบ้านของผู้โดยสารได้จึงขับรถไปคืนให้ถึงที่บ้าน”   โชเฟอร์แท็กซี่ หนุ่มร้อยเอ็ด กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงาน นายโฮลเลอร์ แอนดริส  (Mr.Holler Andreas)  ได้สอบถามถึงรายได้จากการขับขี่รถแท็กซี่ต่อเดือนของนายอุทศิ เสน่หา โชเฟอร์แท็กซี่ น้ำใจงาม จากนั้นได้มอบสินน้ำใจ จำนวน 450 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทย ประมาณ 15,000 บาทให้ เพื่อเป็นการตอบแทนความดี พร้อมระบุ รู้สึกขอบคุณมาก ๆ ในน้ำใจคนไทย ตนจะกลับมาท่องเที่ยวเมืองไทยอีก

Share this: