สธ. สำรองเซรุ่ม 7 ชนิด เตรียมพร้อมช่วยเหลือ “ปชช.” แต่ละภูมิภาค - เผยสถิติ สำนักระบาดวิทยา ปลายฝนต้นหนาว มีผู้ป่วยถูก “งูพิษ” กัด เฉลี่ยปีละกว่า 6 พันราย

14 พ.ย. 2560 | 15:09:24
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ หลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงมีน้ำท่วมขัง และภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องระวัง คือ สัตว์มีพิษที่หนีน้ำเข้ามาหลบซ่อนอยู่ตามที่พักอาศัยของคน ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยารายงานในรอบ 10 ปี พ.ศ.2549 – 2558 พบผู้ป่วยถูกงูพิษกัด เฉลี่ยปีละ  6,000 กว่าราย พบมากในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ผู้ที่ถูกกัดเกือบทั้งหมดมักไม่ทราบชนิดงูที่กัด เนื่องจากไม่เห็นตัวงู หรือไม่รู้จักว่าเป็นงูอะไร เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัย และให้เซรุ่มแก้พิษงูได้ตรงตามประเภทของพิษงูและรวดเร็วขึ้น
 
นายแพทย์โอภาส กล่าว โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมสำรองเซรุ่มแก้พิษงูที่พบบ่อยในแต่ละภูมิภาค 7 ชนิด ได้แก่   งูเห่า  งูจงอาง  งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที ป้องกันการเสียชีวิตให้มากที่สุด     
 
ในการป้องกันสัตว์มีพิษและงูกัด ขอให้ประชาชนจัดสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านให้เป็นระเบียบ หลีกเลี่ยงการเดินในที่แคบหรือบริเวณที่รกมีหญ้าสูง โดยเฉพาะเวลากลางคืน หากถูกงูกัด สามารถสังเกตว่าเป็นงูพิษหรือไม่ โดยดูจาก 1. รอยเขี้ยว มี 2 ข้าง และมีอาการบวมแดงรอบๆ รอยกัด บางครั้งอาจเห็นเพียงรอยเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถูกกัดบริเวณปลายมือปลายเท้า หรือบางครั้งอาจเห็นมากกว่า 2 รอยในกรณีที่ถูกกัดมากกว่า 1 ครั้ง 2.อาจมีอาการปวดอย่างรุนแรง 3.คลื่นไส้อาเจียน 4.หายใจติดขัด หากรุนแรงอาจหยุดหายใจได้ 5.สายตาขุ่นมัว 6.มีน้ำลายมากผิดปกติ และ 7.หน้าชาไม่รู้สึกหรือชาตามแขนขา โดยพิษนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของงู เช่น งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา จะมีพิษต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหนังตาตก กลืนลำบาก พูดไม่ชัด และหยุดหายใจ     
 
หากพบผู้ที่ถูกงูกัด ควรดูแลเบื้องต้นก่อนถึงมือแพทย์ โดยบีบเลือดบริเวณบาดแผลออกเท่าที่ทำได้ เพื่อขจัดพิษงูออกจากร่างกาย ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและฟอกสบู่หรือน้ำด่างทับทิม ใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้ง เช็ดแผลและรีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดโดยพยายามให้อวัยวะที่ถูกกัดเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด อาจดามบริเวณดังกล่าวให้อยู่ในระดับต่ำกว่าหัวใจ เพื่อชะลอการซึมของพิษงู 

ข้อห้าม ที่ไม่ควรกระทำ เมื่อถูกงูพิษกัด ได้แก่ 1.ห้ามกรีดแผล ห้ามใช้ไฟจี้แผล หรือพอกยาในแผลที่ถูกงูกัด 2.ห้ามไม่ให้ใช้ปากดูดพิษงูจากแผล 3.ห้ามแผลโดนน้ำท่วม 4.ห้ามให้ผู้ที่ถูกงูกัดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เนื่องจากจะทำให้พิษงูกระจายเร็วขึ้น 5.ห้ามขันชะเนาะเพราะอาจทำให้เนื้อตายได้

Share this: