สกว.จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 5 ภาคเอกชน ปิโตเลียม รายใหญ่ สร้าง โครงการชี้แนวทางการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ

09 ม.ค. 2561 | 16:35:04

สำนักงาน กองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท เอสซีจี เคมีคอล จำกัด, บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลบอลกรีนเคมีคอล จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีพีเค เอทานอล จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ "โครงการชี้ทิศทางและสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีฐานด้านตัวเร่งปฏิกิริยาและวิศวกรรมปฏิกิริยาเคมีสำหรับอุตสาหกรรมไบโอดีเซล อุตสาหกรรมเอทานอล และอุตสาหกรรมที่ใช้ตัวเร่วปฏิกิริยา เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน" (CAT-REAC industrial project) โดยมี ศ.ดร.ปิยะสาร ประเสริฐธรรม ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย

ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า โครงการวิจัยฯ ดังกล่าว เพื่อสร้างความองค์ความรู้สู่การพัฒนาเทคโนโลยีด้านตัวเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสมกับประเทศไทยและอุตสาหกรรมต่างๆ ลดปัญหาที่สำคัญของไทยคือการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีอยู่ไม่เต็มสิทธิภาพและขาดการพัฒนาและการผลิตตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้เอง อีกทั้งเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้
 สกว.สนับสนุนงบประมาณวิจัยปีละ 15 ล้านบาทเป็นเวลา 3 ปี และมีบริษัทเอกชนร่วมลงทุนอีกปีละ 7.3 ล้านบาท โดยคาดว่า ใช้งบประมาณในเฟสแรกทั้งสิ้น 66.9 ล้านบาท ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานนวัตกรรมผ่านกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษาและภาคเอกชน ร่วทมกันสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศ เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นของตนเองเพื่อเพิ่มขีดความสามารถอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.ปิยะสาร กล่าวว่า ปัจจุบัน ประเทศไทย มีความต้องการตัวเร่งปฎิกิริยาสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน และอุตสาหกรรมปิโตเคมี เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบจากปิโตเลียม และก๊าซธรรมชาติ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มต่างๆ มากมาย ทั้งนี้ สารดังกล่าวมีการนำเข้าไม่ต่ำกว่าปีละ 2 หมื่นล้านบาท ตัวเร่งปฏิกิริยาอย่างเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศไทย เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตไบโอดีเซล เอทานอล ซึ่งที่ผ่านมาโดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กในประเทศไทย ยังขาดองค์ความรู้ทางด้านตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในกระบวนการผลิต ขาดความสามารถในการพัฒนาและผลิตตัวเร่งปฎิกิริยาเพื่อใช้ได้เอง รวมทั้งทิศทางที่จะนำผลผลิต หรือผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ไปใช้ผลิตสารเคมีอื่นๆที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยการวิจัยนี้จะเป็นการชี้เป้าเพื่อให้เกิดเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในเวทีระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน และแป้งมันสำปะหลัง เป็นต้น 


Share this: