ลูกจ้างที่ตกงาน ลาออก หรือถูกเลิกจ้าง ให้รีบขึ้นทะเบียนหางานภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ว่างงาน เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ได้ครบถ้วน

14 ส.ค. 2562 | 01:00:47
 (13 ส.ค.62)  นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึงสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ว่า ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนที่ตกงาน ลาออก ถูกเลิกจ้าง สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคมได้ทุกแห่ง โดยขั้นตอนแรกลูกจ้างต้องไปแจ้งไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงาน โดยไม่ต้องรอหนังสือรับรองการออกจากงาน หรือสามารถขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานผ่านอินเทอร์เน็ต ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานจัดหางาน empui.doe.go.th จากนั้นให้ดำเนินการยื่นเพื่อขอรับสิทธิ์เงินทดแทนกรณีว่างงาน ที่สำนักงานประกันสังคม กรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขาทั่วประเทศ

 โดยเตรียมหลักฐาน หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือสำเนาแบบแจ้งการลาออกจากงาน หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน (ถ้ามี) หนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย กรณีผู้ประกันตนว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย (ถ้ามี) สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร ประเภทออมทรัพย์ หน้าแรก จากนั้นต้องรายงานตัวทุกเดือนกับสำนักงานจัดหางานผ่านเว็บไซต์ empui.doe.go.th ตามกำหนดเวลาในแต่ละเดือน เพื่อรับเงินว่างงาน โดยเงินที่ได้รับแต่ละเดือนจะโอนเข้าบัญชีที่ยื่นเรื่องไว้

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า สำหรับเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานที่จะได้รับแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีลาออกจากงานเอง โดยสมัครใจ และกรณีถูกเลิกจ้าง โดยกรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงินทดแทนว่างงานไม่เกินปีละ 90 วัน ในอัตรา 30% ของค่าจ้างเฉลี่ย ตัวอย่างเช่น เงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ส่วนกรณีถูกเลิกจ้าง ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย ตัวอย่างเช่น เงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การรับสิทธิกรณีว่างงาน จะต้องเป็นผู้ที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน รวมทั้งต้องไม่ถูกเลิกจ้างด้วยสาเหตุ อาทิ ทุจริตต่อหน้าที่ และฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. สายด่วน 1506 

ข้อมูลจาก : ข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 
Share this: