กรมเจ้าท่า ประสานเจ้าของเรือ ‘ฟินิกซ์’ เตรียมกู้ซากเรือ ลึก 45 เมตร

11 ก.ค. 2561 | 15:39:58
วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิสุทธิ์ เจ้าท่าภูมิภาคที่ 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจาก กรมเจ้าท่า ให้มาดำเนินร่วมค้นหาผู้สูญหายจากเหตุการณ์ เรือฟีนิกซ์ ได ล่มที่เกาะเฮ จ.ภูเก็ต ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ในส่วนของกรมเจ้าท่านั้นได้มีการประสานกับทัพเรือภาคที่ 3 เพื่อที่จะทำการพลิกเรือค้นหาศพอีก 2 ศพ ที่ยังสูญหาย หากการค้นหาผิวน้ำไม่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายจีนเกิดความสบายใจว่า ไม่มีศพผู้เสียชีวิตถูกเรือทับ ซึ่งการพลิกเรือหรือกู้เรือนั้น จะต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เรือได้รับความเสียหาย เนื่องจากเรือลำนี้เป็นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญในการดำเนินคดีที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
 
นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิสุทธิ์ เจ้าท่าภูมิภาคที่ 3  กล่าวว่า กรมเจ้าท่า กำลังรอการประสานกับเจ้าของเรือและทนายความ ในการอนุญาตให้เจ้าท่าเข้าทำการกู้เรือลำดังกล่าว เมื่อเจ้าของเรืออนุญาตแล้ว ทางกรมเจ้าท่าจะสั่งเครื่องมือกู้เรือที่เป็นเครนขนาด 400 ตัน มาจากประเทศมาเลเซีย ที่สามารถเดินทางมาถึงภายใน 10 วัน หลังจากนั้นจะใช้เวลาในการกู้เรือประมาณ 15 วัน
 
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ คลื่นลมในทะเล ซึ่งการกู้เรือในครั้งนี้จะต้องใช้นักประดาน้ำ ผู้กู้เรือที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์และอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่ทันสมัย เนื่องจากจุดที่เรือจมอยู่ในน้ำลึกถึง 45 เมตร
 
“การกู้เรือนั้น จะมีการพลิกเรือให้ตรงก่อน หลังจากนั้นจะใช้เครนขนาด 400 ตัน ดึงเรือขึ้นมาให้พ้นจากน้ำ  เมื่อเรือพ้นน้ำแล้วจะทำการสูบน้ำออกจากตัวเรือ และนำเรือไปจอดไว้ในจุดที่เหมาะ และจะดูแลเรือเป็นอย่างดี ไม่ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นไปบนเรือโดยเด็ดขาด นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะดำเนินการในเรื่องของคดี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เพราะนายกรัฐมนตรีได้สั่งการไม่ให้ใครเข้าไปยุ่งกับเรือลำนี้ ขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะระบุวัน เวลา ที่จะทำการกู้เรือได้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการประสานกับเจ้าของเรือ ในเบื้องต้นจะให้เจ้าของเรือทำการกู้เรือก่อน หากเจ้าของเรือไม่ดำเนินการทางกรมเจ้าท่าจะเข้าไปกู้เองโดยบริษัทเจ้าของเรือจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด” 

นายภูริพัฒน์ กล่าวว่า  การประกาศเตือนห้ามเรือออกจากฝั่ง  จะดำเนินการใน 2 ขั้นตอน คือ การประกาศเตือนให้ระมัดระวังในการเดินเรือ โดยใช้ข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา หากเห็นว่าคลื่นลมไม่แรง เรือสามารถออกจากฝั่งได้ ก็จะประกาศเตือนให้ระมัดระวังในการเดินเรือ ส่วนการประกาศห้ามเรือออกจากฝั่งนั้น นอกจากจะพิจารณาจากประกาศของกรมอุตุฯแล้ว จะต้องมีข้อมูลแวดล้อมจากหลายๆส่วนมาประกอบด้วย ทั้งข้อมูลจากชาวเรือที่กำลังเดินเรืออยู่ในทะเลขณะนั้น หลังจากนั้นจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้คณะกรรมการพิจารณา ห้ามเรือโดยสารออกจากฝั่งกรณีคลื่นลมแรงสั่ง พิจารณาว่า จะอนุญาตหรือห้ามเรือออกจากฝั่ง 
 
“ในวันที่เกิดเหตุเรือล่มนั้น ต้องยอมรับว่า วันนั้นทะเลเรียบ ไม่มีคลื่นใหญ่ เรือออกจากฝั่งตั้งแต่ช่วงเช้า แต่เมื่อเรือออกจากฝั่งไปแล้ว ได้เกิดอากาศแปรปรวนและมีคลื่นลมแรง คลื่นสูงมาก การตัดสินใจทุกอย่างในขณะนั้นจะต้องขึ้นอยู่ กับกัปตันเรือเพียงคนเดียว กัปตันจะต้องตัดสินใจอย่างชัดเจนเพื่อรักษาทรัพย์สินและชีวิตของผู้โดยสารที่ไปกับเรือลำนั้น และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกรมเจ้าท่า ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว” นายภูริพัฒน์ กล่าว 

Share this: